ฤดูที่เปลี่ยวเหงา...
วู้ วู้ วู้....วู้ วู้ วู้......
เสียงลมพัดผ่านอย่างยาวนานในช่วงรุ่งอรุณตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ทันได้แต่งตัวขึ้นขอบฟ้า ปล่อยให้หมอกไอเย็นที่ยังไม่หมดหน้าที่ปฏิบัติการ ตั้งแต่ช่วงรุ่งสางคลุมแผ่นฟ้าแทนไปก่อน
มาก็ไม่มาเปล่า กลับชวนเอาความหนาวเหน็บประหนึ่งเป็นเพื่อนร่วมสาบานในสถานสุรา เดินทางมาด้วย แม้ว่าจะมาเพียงเสียงที่แผ่วเบา ไม่หนักเท่าลมพายุฝน แต่ก็รู้สึกรับรู้ได้อย่างชัดเจน
ไอหมอกที่กลายเป็นน้ำจากการขับไล่ของแสงสุริยาในช่วงรุ่งทิวา ร่วงหล่นเสียงดัง เปาะ แปะ... เปาะ แปะ...ลงมาสัมผัสต้นไม้ใหญ่ ๆ อย่างประดู่ ยางนา ก้ามปู ขี้เหล็ก ขนุน มะละกอที่กำลังสุกงอมเป็นสีเหลืองทอง มะขามที่อยู่ในสภาพโค้งงอกำลังสุกได้ที่ กาสะลองที่กำลังผลิดอกสีขาวอย่างสวยงาม มะกอกที่กำลังออกลูกเต็มต้นรอไว้ให้ปลิดขั้วลงกระทบสู่พื้นดิน
พวกพืชผลทางการเกษตรหลังจากที่เก็บเกี่ยว ข้าวซึ่งเป็นผลผลิตหลักของทุกครัวเรือนเสร็จ ก็จะไม่ทำให้พื้นที่ว่างเปล่า จะทดแทนพืชระยะสั้นอย่างพริก ข้าวโพด มะเขือยาว มะเขือม่วง มะเขือส้ม ผัดกาด ยาสูบ ที่พิสมัยอากาศเย็น
มวลบุปผา อย่างดอกบานไม่รู้โรย ดอกบัวดิน พลับพลึง ดอกกาหลง ไปจนถึงพันธุ์ไม้บนยอดเขาอย่าง ชา หรือดอกบัวตองสีเหลืองทองเบ่งบานชูสลอนปลิวไหวผ่านแรงลม แม้แต่ใบหญ้า ทั้งหญ้าแพรก หญ้านวลน้อย ก็ชุ่มชื้นชนิดที่ไม่ให้ได้เปรียบเสียเปรียบกัน
ความเยือกเย็นนั้นจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ยึดอำนาจตั้งแต่หลังออกพรรษาปลายเดือนตุลาคม เสร็จสิ้นกลางเดือนกุมภาพันธ์เป็นอย่างช้า ในช่วงเดือนธันวาคม จนถึง มกราคมจะหนาวที่สุด อุณหภูมิประมาณ 10-20 องศาโดยเฉลี่ย บางเวลาหนาวจัดอยู่ในระดับเลขตัวเดียว บนยอดดอยบางวันถึงกับติดลบศูนย์ก็มี
ด้วยบรรยากาศอันไร้ความอบอุ่นเช่นนี้ สรรพสัตว์ต่าง ๆ อย่างสัตว์ป่าทั้งกระรอก กระต่าย พังพอน อีเห็น ไม่ออกมาหากิน มันจะหาที่หลบนอนซ่อนที่ใดที่หนึ่งลับสายตาจากสิ่งแวดล้อม หรือสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัข แมว ไก่ คงนอนขดตัว ซุกตัวอยู่กับครอบครัวอย่างสุขสำราญ
ส่วนมนุษย์เราซึ่งเป็นสัตว์สังคม แต่ก็มีบ้างที่ชอบสันโดษ มีชีวิต มีพฤติกรรม มีความต้องการไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน เพียงแต่ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ มีความรู้สึกนึกคิด รู้จักผิดชอบชั่วดี มีภาษาสื่อสารหลากหลายสัญชาติ มีความปรารถนาในปัจจัย 4 คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และอีกสิ่งหนึ่งที่เปรียบเสมือนปัจจัยที่ 5 ก็คือ "คู่ครอง" ซึ่งกลุ่มคนที่ไวต่อความรู้สึกมากที่สุดในช่วงนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้นกลุ่มคนโสด ที่มีประสาทสัมผัสรับรู้ได้ถึงความหนาวกาย มิหนำซ้ำความหนาวนั้นยังทะลุเข้าไปขยี้หัวใจดวงน้อย ๆ สีชมพู ให้เย็นยะเยือกขึ้นไปอีก จนต้องอยู่กับตัวเอง คอยเอาสองมือน้อย ๆ บังความร้อนจากแววจักษุที่เกิดจากความ "ขอย" หรือความอิจฉาในที่รโหฐานอันเปลี่ยวเหงาลับสายตาจากมนุษย์ทุกคู่...
กว่า 4 - 5 เดือนแล้ว ที่เพ็ญจากบ้านนอกเข้ามาใช้ชีวิตทำงานหาเงินที่กรุงเทพมหานคร ร่วมกับกลุ่มเพื่อน ๆ อย่างเอื้อง สา หน้อยสม ขจร สมรักษ์ ทุกคนต่างตั้งใจทำงาน ส่งสตังค์กลับไปให้ที่บ้านทุกเดือนเดือนละ 500 บาทบ้าง 700 บาทบ้าง บางคนก็ 1,000 บาทก็มี โดยที่ไม่เดือดร้อนในเรื่องของค่าครองชีพที่สูง ทั้งค่ากิน ค่าอยู่ หรือค่ารถโดยสารที่ต้องใช้บริการเดินทางไปทำงานทุกวัน แม้ว่าจะแพงแสนแพงหากเทียบกับชนบทที่ตนอยู่ แต่ถ้าใช้จ่ายแบบประหยัด ก็ยังพอมีให้เหลือเก็บบ้าง...
เพ็ญมีความคิดถึงบ้านไม่ต่างจากทุกคนที่จากบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองมาเช่นกัน คิดถึงอุ้ยมี คิดถึงพี่แสงเดือน คิดถึงมนตรี ยิ่งในช่วงนี้ ที่อากาศเปลี่ยน เย็นลง ขนาดที่ในเมืองหลวงที่มีแต่ตึกรามบ้านช่องมากกว่าต้นไม้ใหญ่ ๆ ยังสัมผัสได้ถึงความยะเยือกที่ไม่เหมือนเดิม แล้วที่เมืองเหนืออย่างเชียงใหม่ เชียงรายจะขนาดไหน...
เพ็ญคิดถึงบรรยากาศเช่นนี้ ครั้งเมื่อสมัยที่ยังเป็นเด็กในช่วงที่ดอกงิ้วบานจากต้นสูง ๆ มีหนามแหลมตั้งแต่โคนต้นไปจนสุดปลาย กำลังชูช่อสะพรั่งเป็นสีส้ม สีแดงเต็มสองข้างทางระหว่างหลาย ๆ หมู่บ้านในตำบล ทุกครั้งในช่วงเย็นของวันศุกร์ วันเสาร์จะนัดกับกลุ่มเพื่อน เช่น เอื้อง สา ขจร สมรักษ์ รวมทั้งพี่แสงเดือนปั้นจักรยานไปเก็บดอกงิ้วในเช้าตรู่ประมาณตีห้าของอีกวัน.
ท่ามกลางดงหมอกดงเหมย ความหนาวเย็นจัด ที่เวลาพูดกันยังมีไอของความหนาวขับออกมาจากปากด้วย ซึ่งก็จะเตรียมเสื้อกันหนาวหนา ๆ หมวกอุ่น ไฟฉาย ถุงย่ามกระสอบไปใส่ดอกงิ้วเพื่อนำไปประกอบอาหาร พวกข้าวซอยน้ำเงี้ยวหรือแกงแค หากได้มากก็จะนำไปแกะแล้วตากแห้งขายได้ถึงกิโลกรัมละ 40 บาท
ในระหว่างทางที่ไปนั้น แรก ๆ ก็จะปั่นจักรยานเกาะกลุ่มกันไป แต่พอได้ได้ยินหมาเห่า ที่ไม่เห่าเปล่ากลับวิ่งไล่ตามหลังมาด้วย ทุกคนก็จะปั่นหนีแตกระเจิงกันอย่างรวดเร็ว เมื่อพ้นรัศมีของสุนัขหมู่ได้ ชนิดที่เหงื่อซึม ทุกคนก็จะเกาะกลุ่มกันต่อ แต่ยังไม่ทันหายเหนื่อยกันดี ก็ผ่านทางป่าช้า ที่ใคร ๆ ก็กลัวผี ยิ่งหากวันใดที่มีการเผาศพที่ยังไม่ได้มีการเก็บกระดูก มองผ่านตรงกองฟอน(เชิงตะกอน)ก็จะเห็นเถ้าถ่านสุมไฟสีแดง ๆ เพิ่มความน่ากลัวขึ้นอีกเป็นทวีคูณ โดยก่อนมาทุกครั้งจะตกลงกันว่าให้ไปพร้อมกัน อย่าขับเร็วไปก่อน ซึ่งทุกคนก็เข้าใจ แต่พอใกล้จะถึงทีไร ด้วยความที่ทุกคนเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่น้อย ต่างรู้เหลี่ยมรู้เชิงกันอย่างดี ไม่มีใครฟังใครหรอก เมื่อถึงสุสานต่างก็จ้ำอ้าวปั่นให้เร็วสุดแรงเกิดเท่าที่แรงจะมี ทุกคนก็สนุกสนานทุกครั้งที่ได้ไป...
เพ็ญอยู่ทางนี้มีความสุขกับการทำงานที่ร้านขายของชำ แม้ว่าบรรยากาศในฤดูหนาวจะชวนให้เปลี่ยวเหงาคิดถึงบ้าน ไม่ใช่เพราะคิดถึงเรื่องความรัก หากแต่เธอเข็ดหลาบและจะไม่ไปยุ่งกับมันอีก แต่ก็ต้องหักห้ามใจเพราะเรื่องสำคัญกว่าคือเรื่องปากท้องของคนในครอบครัว
เจ้าของร้านถึงแม้จะเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่ขึ้นชื่อถึงความละเอียดสุด ๆ แต่ก็มีความใจดี เนื่องจากเพ็ญเป็นคนขยัน เอาการเอางาน ไม่มาสาย ไม่เคยลา หนำซ้ำวันหยุดยังมาขอทำงานอีก มีความซื่อสัตย์ อ่อนน้อมถ่อมตัว ตามประสาคนเหนือ
เจ้าของร้านที่เพ็ญเรียกว่า"เฮีย"กับ "เจ๊" จึงเอ็นดูเพ็ญอย่างมาก อาจจะเป็นเพราะว่ากว่าเฮียจะตั้งตัว มีกิจการเป็นของตนเองได้ ก็ผ่านความยากลำบากมากมาย คล้าย ๆ เพ็ญในตอนนี้ เจ๊เคยเล่าให้ฟังว่า...
"อาเฮียเป็นคนจีน นั่งเรือมากับคนจีนหลาย ๆ คนที่ทนสภาพความลำบากที่นั่นไม่ไหว จึงตัดสินใจมาเมืองไทย ด้วยเสื้อผืน หมอนใบ และเสื้อผ้าอีกไม่กี่ชุด มาถึงก็ทำงานทุกอย่าง ทั้งเป็นจับกัง แบกข้าวสาร เข็นผักที่ตลาด งานอะไรก็ได้ที่เขาจะจ้างให้ทำ เวลาจะกินก็จะกินอย่างประหยัด กินแต่ข้าวเปล่า อย่างดีหน่อยก็คลุกซีอิ๊ว กินให้พออิ่มท้อง เอาแค่มีแรงทำงานพอ ส่วนตอนนอนก็จะไปนอนตามศาลเจ้าบ้าง โรงเจบ้าง โรงงิ้วบ้าง พอมีเงินเก็บ ก็ไปเช่าที่ขายของ ขายทุกอย่างพวกของใช้ อาหารแห้ง ขนม ขายดีจนสามารถซื้อห้องแถวนี้ในปัจจุบัน อาเฮียเคยเล่าให้เจ๊ฟังว่าตอนที่เริ่มขายของใหม่ ๆ ถ้าอยากรู้ว่าเขากินอะไร เฮียก็จะไปคุ้ยถังขยะตามหน้าโรงหนังบ้าง หน้าตลาดบ้าง แล้วก็นำขนมนั้นที่พวกชอบกินหอบใส่กระบุงมาแบกขายหน้าโรงหนัง หน้าตลาด จนขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเชียว"
ดังนั้น "หากเพ็ญอยากจะมีเงินมาก ๆ ก็ต้องขยัน ประหยัด คิดให้ดีก่อนจะใช้เงิน อย่าใช้จ่ายกับสิ่งของที่ไม่จำเป็น" นั่นเป็นสิ่งที่เฮียกับเจ๊คอยสั่งสอนเสมอมา เพ็ญจึงเคารพนายจ้างทั้งสองมาก
งานที่เพ็ญทำนั้นก็จะเป็นงานทั่วไปในร้านขายของชำ ตั้งแต่เดินทางมาถึง ก็จะเปิดร้านแง้ม ๆ เพียงแค่เข้าไปทำความสะอาดก่อน ในตอนเช้าก่อน 8 โมง ที่เฮียกับเจ๊ไว้ใจเพ็ญมากถึงกับให้กุญแจประตูร้านไว้ จากนั้นจึงจัดของ พวกสิ่งของอย่างไม้กวาดดอกหญ้า ไม้กวาดทางมะพร้าว ถังน้ำ ตะกร้าก็วางไว้หน้าร้าน ส่วนในร้านจะมีชั้นวางของยาว ๆ สี่แถวตัดเป็นช่องทางเดิน แถวแรกจะเป็นแถวที่อยู่ปากประตูก็จะเป็นพวกขนมขบเคี้ยว ลูกอม ของเล่นเด็ก ตุ๊กตา ปืนไม้หนังสติ๊ก ซึ่งต้องการให้เด็กเห็น เพื่อที่จะรบเร้าให้ผู้ปกครองใจอ่อนซื้อให้นั่นเอง แถวต่อมาจะเป็นกลุ่มของใช้เช่น สบู่ ยาสีฟัน แชมพูที่มีทั้งเป็นขวดและชนิดซองแขวนไว้ ผงซักฟอก สีย้อมผ้า แถวที่สามจะเป็นพวกเครื่องปรุงอาหาร เช่น น้ำมันพืช ซีอิ๊ว น้ำปลา น้ำตาล เกลือ ฯลฯ ส่วนแถวสุดท้ายจะเป็นพวกของที่มีราคาสูงเช่น สุรา บุหรี่ กาแฟ โอวัลตินซึ่งจะวางอยู่ใกล้ ๆ โต๊ะที่เจ๊นั่งคิดเงิน
การที่จะปัดฝุ่น เช็ดทำความสะอาดชั้นวางของ และการกวาดพื้นถูกพื้น เจ๊เคยสอนว่า "ถ้ากวาดพื้นให้กวาดไปหลังร้าน ห้ามกวาดออกข้างหน้า จะทำให้เงินทองไหลออกหน้าร้านหมด" เพ็ญจึงปฏิบัติตามนั้นเรื่อยมา เมื่อทำความสะอาดเสร็จหมด เมื่อเจ๊เดินมาถึงร้านเจ๊จะจุดธูปภาวนาขอพรจากเทพเจ้า "ไฉ่ชิงเอี้ย" ซึ่งเป็นศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับความร่ำรวย เพื่อขอให้ขายดี...
จากนั้นเพ็ญก็จะช่วยเจ๊ขายของ ต้อนรับลูกค้า คอยหยิบโน่นหยิบนี่ให้ ตามที่ลูกค้าต้องการ โดยที่เจ๊จะเป็นคนคิดเงิน ทอนเงิน จนถึง 5 โมงเย็นของทุกวัน จนเก็บของเข้าร้าน ปิดประตูล็อกกุญแจ บางวันหากยังไม่หมดลูกค้าก็จะอยู่ช่วยเจ๊จวนเลยเวลาถึง 1 ทุ่มก็มี...
ส่วนเฮียหลังจากกิจการค้าขายของชำไปได้สวย จึงนำเงินมาลงทุนซื้อตึกแถวอีกที่หนึ่งใกล้ ๆ กันเพื่อจะขยายกิจการให้ใหญ่โตขึ้น โดยมีลูกน้องอีก 3 คนคอยเป็นผู้ช่วย ซึ่งสินค้าก็จะเป็นสินค้าที่ใหญ่ขึ้นเช่น พวกรองเท้า เสื้อผ้าสำเร็จรูป ภาชนะในครัวเรือน เช่น กระทะ หม้อ ทัพพี เป็นต้น.
บางครั้งเจ๊จะเรียกให้เพ็ญไปช่วยงานบ้าง เพ็ญนึกในใจว่า "บางทีก็อยากจะชวนให้พี่แสงเดือนมาทำงานด้วยเหมือนกัน แต่ก็กลัวว่าจะไม่มีใครดูแลอุ้ยมีผู้เป็นมารดาซึ่งแก่เฒ่าขึ้นทุกวัน ๆ และมนตรีผู้ที่เป็นลูกชายตัวเล็ก ๆ ที่ขาดพ่อ" โดยให้เป็นพิเศษครั้งละ 20 บาทบ้าง 30 บ้าง แล้วแต่ความหนักเบาของงาน ซึ่งรวม ๆ แล้วก็จะได้วันละ 100 ถึง 110 บาท เดือนหนึ่งก็ 3,000 กว่าบาท ซึ่งก็ถือว่าเยอะมากสำหรับเพ็ญ..
วันนี้วันหยุดของเพ็ญ เธอไม่ไปทำงานกะว่าจะขอนอนให้เต็มอิ่ม แต่แล้วเมื่อได้เสียงข่าวพยากรณ์อากาศจากวิทยุกระจายเสียงจากห้องข้าง ๆ แว่วมาโดยนักข่าวรายงานสภาพอากาศว่าปีนี้ภาคเหนือทั้งเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง จะหนาวจัด อุณหภูมิจะลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงรีบตื่นอาบน้ำ แล้วชวนเอื้องกับสาไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าและไปตลาด ไปหาซื้อเสื้อกันหนาวรวมทั้งของทะเลพวกปลาหมึกแห้ง ปลาทูเค็ม ส่งไปให้อุ้ยมี พี่แสงเดือนและมนตรี ซึ่งนานแล้วที่ทุกคนไม่ได้กิน อีกทั้งของที่นี่ราคายังถูกกว่าแถวบ้านที่มักจะมีรถเร่มาขายตามทาง
เมื่อทุกคนได้ของที่พอใจแล้ว ทั้งกับข้าว ของกิน กลับมาถึงห้องพักจึงชวนพวกผู้ชายอย่างขจร สมรักษ์ หน้อยสม กินข้าวพร้อมด้วยเครื่องดื่มเย็น ๆ ด้วยกัน ในเย็นวันนั้น ทุกคนพูดคุยกันสัพเพเหระทั้งเรื่องงาน เรื่องทางบ้าน และเรื่องทั่ว ๆ ไป
รุ่งขึ้นอีกวัน เพ็ญไปถึงร้านเมื่อทำความสะอาดเสร็จ จึงขออนุญาตเจ๊ไปส่งของที่ไปรษณีย์ให้กับทางบ้าน ซึ่งเจ๊ก็ไม่ได้ว่าอะไร โดยมีเสื้อกันหนาวของอุ้ยมี 1 ตัว ของพี่แสงเดือน 1 ตัว ของมนตรี 2 ตัว พร้อมด้วยปลาหมึกแห้ง ปลาทูเค็มอีกอย่างละหนึ่งถุง โดยเพ็ญเขียนจดหมายสอดใส่ในกล่องพัสดุว่า...
"กราบเท้าแม่ที่เคารพ
ทุกคนสบายดีไหม เพ็ญอยู่ที่นี่สบายดี ทำงานสนุกเพราะนายจ้างใจดี ไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้ที่บ้านคงจะหนาวมาก โดยเฉพาะบ้านเราที่ตอนนี้ไม้คงจะเก่าและผุพัง เพราะโดนความชื้นจากฝนและหมอก ตอนนี้ก็ทนกันไปก่อนรอสัก 2 - 3 ปี น้องเก็บเงินได้มากเมื่อไหร่เราจะอยู่บ้านปูนกัน ที่กรุงเทพก็หนาวเย็นแต่ไม่มากเหมือนทางเหนือ เดือนนี้เพ็ญส่งของที่อยู่ในกล่องพร้อมเงินอีก 500 บาท โดยแอบซ่อนใส่ในถุงเสื้อกันหนาวสีดำของอุ้ยมีเย็บด้วยด้ายอย่างดี ให้พี่แสงเดือนใช้กรรไกรตัด แม้ว่าจะกลัวว่าเงินหาย แต่ว่าหากส่งธนาณัติไป พี่แสงเดือนจะเสียเวลาขึ้นรถสองแถวไปรับเงินที่ไปรษณีย์อำเภออีก โดยเสื้อสีดำเป็นของอุ้ยมี เสื้อสีแดงเป็นของพี่แสงเดือน ส่วนของมนตรีเป็นตัวเล็ก ๆ ที่มีเสื้อและกางเกงสีส้มกับสีน้ำเงินอย่างละ 1 ชุด ปลาหมึกแห้ง ปลาเค็ม อีกอย่างละ 1 ถุง แบ่งให้ศักดิ์ไปกินบ้างนะ สงกรานต์นี้พวกเราคุยกันว่าหากนายจ้างหยุดงานก็จะกลับบ้าน แต่ไม่รู้ว่าวันไหน ต้องดูตั๋วรถอีกที ซึ่งใกล้ ๆ จะเขียนจดหมายบอกอีกครั้ง หากใครไม่พร้อมก็จะไปเท่าที่คนพร้อม ให้ฝากของไปกัน น้องกลับแน่ เพราะเฮียกับเจ๊จะปิดร้านและไปเที่ยวต่างจังหวัดช่วงนั้นพอดี ขอให้ทุกคนดูแลรักษาตัวเองด้วย ด้วยรักและเคารพ
เพ็ญ"
เสียงลมพัดผ่านอย่างยาวนานในช่วงรุ่งอรุณตั้งแต่พระอาทิตย์ยังไม่ทันได้แต่งตัวขึ้นขอบฟ้า ปล่อยให้หมอกไอเย็นที่ยังไม่หมดหน้าที่ปฏิบัติการ ตั้งแต่ช่วงรุ่งสางคลุมแผ่นฟ้าแทนไปก่อน
มาก็ไม่มาเปล่า กลับชวนเอาความหนาวเหน็บประหนึ่งเป็นเพื่อนร่วมสาบานในสถานสุรา เดินทางมาด้วย แม้ว่าจะมาเพียงเสียงที่แผ่วเบา ไม่หนักเท่าลมพายุฝน แต่ก็รู้สึกรับรู้ได้อย่างชัดเจน
ไอหมอกที่กลายเป็นน้ำจากการขับไล่ของแสงสุริยาในช่วงรุ่งทิวา ร่วงหล่นเสียงดัง เปาะ แปะ... เปาะ แปะ...ลงมาสัมผัสต้นไม้ใหญ่ ๆ อย่างประดู่ ยางนา ก้ามปู ขี้เหล็ก ขนุน มะละกอที่กำลังสุกงอมเป็นสีเหลืองทอง มะขามที่อยู่ในสภาพโค้งงอกำลังสุกได้ที่ กาสะลองที่กำลังผลิดอกสีขาวอย่างสวยงาม มะกอกที่กำลังออกลูกเต็มต้นรอไว้ให้ปลิดขั้วลงกระทบสู่พื้นดิน
พวกพืชผลทางการเกษตรหลังจากที่เก็บเกี่ยว ข้าวซึ่งเป็นผลผลิตหลักของทุกครัวเรือนเสร็จ ก็จะไม่ทำให้พื้นที่ว่างเปล่า จะทดแทนพืชระยะสั้นอย่างพริก ข้าวโพด มะเขือยาว มะเขือม่วง มะเขือส้ม ผัดกาด ยาสูบ ที่พิสมัยอากาศเย็น
มวลบุปผา อย่างดอกบานไม่รู้โรย ดอกบัวดิน พลับพลึง ดอกกาหลง ไปจนถึงพันธุ์ไม้บนยอดเขาอย่าง ชา หรือดอกบัวตองสีเหลืองทองเบ่งบานชูสลอนปลิวไหวผ่านแรงลม แม้แต่ใบหญ้า ทั้งหญ้าแพรก หญ้านวลน้อย ก็ชุ่มชื้นชนิดที่ไม่ให้ได้เปรียบเสียเปรียบกัน
ความเยือกเย็นนั้นจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ยึดอำนาจตั้งแต่หลังออกพรรษาปลายเดือนตุลาคม เสร็จสิ้นกลางเดือนกุมภาพันธ์เป็นอย่างช้า ในช่วงเดือนธันวาคม จนถึง มกราคมจะหนาวที่สุด อุณหภูมิประมาณ 10-20 องศาโดยเฉลี่ย บางเวลาหนาวจัดอยู่ในระดับเลขตัวเดียว บนยอดดอยบางวันถึงกับติดลบศูนย์ก็มี
ด้วยบรรยากาศอันไร้ความอบอุ่นเช่นนี้ สรรพสัตว์ต่าง ๆ อย่างสัตว์ป่าทั้งกระรอก กระต่าย พังพอน อีเห็น ไม่ออกมาหากิน มันจะหาที่หลบนอนซ่อนที่ใดที่หนึ่งลับสายตาจากสิ่งแวดล้อม หรือสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัข แมว ไก่ คงนอนขดตัว ซุกตัวอยู่กับครอบครัวอย่างสุขสำราญ
ส่วนมนุษย์เราซึ่งเป็นสัตว์สังคม แต่ก็มีบ้างที่ชอบสันโดษ มีชีวิต มีพฤติกรรม มีความต้องการไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน เพียงแต่ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ มีความรู้สึกนึกคิด รู้จักผิดชอบชั่วดี มีภาษาสื่อสารหลากหลายสัญชาติ มีความปรารถนาในปัจจัย 4 คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และอีกสิ่งหนึ่งที่เปรียบเสมือนปัจจัยที่ 5 ก็คือ "คู่ครอง" ซึ่งกลุ่มคนที่ไวต่อความรู้สึกมากที่สุดในช่วงนี้ ก็คงจะหนีไม่พ้นกลุ่มคนโสด ที่มีประสาทสัมผัสรับรู้ได้ถึงความหนาวกาย มิหนำซ้ำความหนาวนั้นยังทะลุเข้าไปขยี้หัวใจดวงน้อย ๆ สีชมพู ให้เย็นยะเยือกขึ้นไปอีก จนต้องอยู่กับตัวเอง คอยเอาสองมือน้อย ๆ บังความร้อนจากแววจักษุที่เกิดจากความ "ขอย" หรือความอิจฉาในที่รโหฐานอันเปลี่ยวเหงาลับสายตาจากมนุษย์ทุกคู่...
กว่า 4 - 5 เดือนแล้ว ที่เพ็ญจากบ้านนอกเข้ามาใช้ชีวิตทำงานหาเงินที่กรุงเทพมหานคร ร่วมกับกลุ่มเพื่อน ๆ อย่างเอื้อง สา หน้อยสม ขจร สมรักษ์ ทุกคนต่างตั้งใจทำงาน ส่งสตังค์กลับไปให้ที่บ้านทุกเดือนเดือนละ 500 บาทบ้าง 700 บาทบ้าง บางคนก็ 1,000 บาทก็มี โดยที่ไม่เดือดร้อนในเรื่องของค่าครองชีพที่สูง ทั้งค่ากิน ค่าอยู่ หรือค่ารถโดยสารที่ต้องใช้บริการเดินทางไปทำงานทุกวัน แม้ว่าจะแพงแสนแพงหากเทียบกับชนบทที่ตนอยู่ แต่ถ้าใช้จ่ายแบบประหยัด ก็ยังพอมีให้เหลือเก็บบ้าง...
เพ็ญมีความคิดถึงบ้านไม่ต่างจากทุกคนที่จากบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองมาเช่นกัน คิดถึงอุ้ยมี คิดถึงพี่แสงเดือน คิดถึงมนตรี ยิ่งในช่วงนี้ ที่อากาศเปลี่ยน เย็นลง ขนาดที่ในเมืองหลวงที่มีแต่ตึกรามบ้านช่องมากกว่าต้นไม้ใหญ่ ๆ ยังสัมผัสได้ถึงความยะเยือกที่ไม่เหมือนเดิม แล้วที่เมืองเหนืออย่างเชียงใหม่ เชียงรายจะขนาดไหน...
เพ็ญคิดถึงบรรยากาศเช่นนี้ ครั้งเมื่อสมัยที่ยังเป็นเด็กในช่วงที่ดอกงิ้วบานจากต้นสูง ๆ มีหนามแหลมตั้งแต่โคนต้นไปจนสุดปลาย กำลังชูช่อสะพรั่งเป็นสีส้ม สีแดงเต็มสองข้างทางระหว่างหลาย ๆ หมู่บ้านในตำบล ทุกครั้งในช่วงเย็นของวันศุกร์ วันเสาร์จะนัดกับกลุ่มเพื่อน เช่น เอื้อง สา ขจร สมรักษ์ รวมทั้งพี่แสงเดือนปั้นจักรยานไปเก็บดอกงิ้วในเช้าตรู่ประมาณตีห้าของอีกวัน.
ท่ามกลางดงหมอกดงเหมย ความหนาวเย็นจัด ที่เวลาพูดกันยังมีไอของความหนาวขับออกมาจากปากด้วย ซึ่งก็จะเตรียมเสื้อกันหนาวหนา ๆ หมวกอุ่น ไฟฉาย ถุงย่ามกระสอบไปใส่ดอกงิ้วเพื่อนำไปประกอบอาหาร พวกข้าวซอยน้ำเงี้ยวหรือแกงแค หากได้มากก็จะนำไปแกะแล้วตากแห้งขายได้ถึงกิโลกรัมละ 40 บาท
ในระหว่างทางที่ไปนั้น แรก ๆ ก็จะปั่นจักรยานเกาะกลุ่มกันไป แต่พอได้ได้ยินหมาเห่า ที่ไม่เห่าเปล่ากลับวิ่งไล่ตามหลังมาด้วย ทุกคนก็จะปั่นหนีแตกระเจิงกันอย่างรวดเร็ว เมื่อพ้นรัศมีของสุนัขหมู่ได้ ชนิดที่เหงื่อซึม ทุกคนก็จะเกาะกลุ่มกันต่อ แต่ยังไม่ทันหายเหนื่อยกันดี ก็ผ่านทางป่าช้า ที่ใคร ๆ ก็กลัวผี ยิ่งหากวันใดที่มีการเผาศพที่ยังไม่ได้มีการเก็บกระดูก มองผ่านตรงกองฟอน(เชิงตะกอน)ก็จะเห็นเถ้าถ่านสุมไฟสีแดง ๆ เพิ่มความน่ากลัวขึ้นอีกเป็นทวีคูณ โดยก่อนมาทุกครั้งจะตกลงกันว่าให้ไปพร้อมกัน อย่าขับเร็วไปก่อน ซึ่งทุกคนก็เข้าใจ แต่พอใกล้จะถึงทีไร ด้วยความที่ทุกคนเป็นเพื่อนสนิทกันมาตั้งแต่น้อย ต่างรู้เหลี่ยมรู้เชิงกันอย่างดี ไม่มีใครฟังใครหรอก เมื่อถึงสุสานต่างก็จ้ำอ้าวปั่นให้เร็วสุดแรงเกิดเท่าที่แรงจะมี ทุกคนก็สนุกสนานทุกครั้งที่ได้ไป...
เพ็ญอยู่ทางนี้มีความสุขกับการทำงานที่ร้านขายของชำ แม้ว่าบรรยากาศในฤดูหนาวจะชวนให้เปลี่ยวเหงาคิดถึงบ้าน ไม่ใช่เพราะคิดถึงเรื่องความรัก หากแต่เธอเข็ดหลาบและจะไม่ไปยุ่งกับมันอีก แต่ก็ต้องหักห้ามใจเพราะเรื่องสำคัญกว่าคือเรื่องปากท้องของคนในครอบครัว
เจ้าของร้านถึงแม้จะเป็นคนไทยเชื้อสายจีนที่ขึ้นชื่อถึงความละเอียดสุด ๆ แต่ก็มีความใจดี เนื่องจากเพ็ญเป็นคนขยัน เอาการเอางาน ไม่มาสาย ไม่เคยลา หนำซ้ำวันหยุดยังมาขอทำงานอีก มีความซื่อสัตย์ อ่อนน้อมถ่อมตัว ตามประสาคนเหนือ
เจ้าของร้านที่เพ็ญเรียกว่า"เฮีย"กับ "เจ๊" จึงเอ็นดูเพ็ญอย่างมาก อาจจะเป็นเพราะว่ากว่าเฮียจะตั้งตัว มีกิจการเป็นของตนเองได้ ก็ผ่านความยากลำบากมากมาย คล้าย ๆ เพ็ญในตอนนี้ เจ๊เคยเล่าให้ฟังว่า...
"อาเฮียเป็นคนจีน นั่งเรือมากับคนจีนหลาย ๆ คนที่ทนสภาพความลำบากที่นั่นไม่ไหว จึงตัดสินใจมาเมืองไทย ด้วยเสื้อผืน หมอนใบ และเสื้อผ้าอีกไม่กี่ชุด มาถึงก็ทำงานทุกอย่าง ทั้งเป็นจับกัง แบกข้าวสาร เข็นผักที่ตลาด งานอะไรก็ได้ที่เขาจะจ้างให้ทำ เวลาจะกินก็จะกินอย่างประหยัด กินแต่ข้าวเปล่า อย่างดีหน่อยก็คลุกซีอิ๊ว กินให้พออิ่มท้อง เอาแค่มีแรงทำงานพอ ส่วนตอนนอนก็จะไปนอนตามศาลเจ้าบ้าง โรงเจบ้าง โรงงิ้วบ้าง พอมีเงินเก็บ ก็ไปเช่าที่ขายของ ขายทุกอย่างพวกของใช้ อาหารแห้ง ขนม ขายดีจนสามารถซื้อห้องแถวนี้ในปัจจุบัน อาเฮียเคยเล่าให้เจ๊ฟังว่าตอนที่เริ่มขายของใหม่ ๆ ถ้าอยากรู้ว่าเขากินอะไร เฮียก็จะไปคุ้ยถังขยะตามหน้าโรงหนังบ้าง หน้าตลาดบ้าง แล้วก็นำขนมนั้นที่พวกชอบกินหอบใส่กระบุงมาแบกขายหน้าโรงหนัง หน้าตลาด จนขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเชียว"
ดังนั้น "หากเพ็ญอยากจะมีเงินมาก ๆ ก็ต้องขยัน ประหยัด คิดให้ดีก่อนจะใช้เงิน อย่าใช้จ่ายกับสิ่งของที่ไม่จำเป็น" นั่นเป็นสิ่งที่เฮียกับเจ๊คอยสั่งสอนเสมอมา เพ็ญจึงเคารพนายจ้างทั้งสองมาก
งานที่เพ็ญทำนั้นก็จะเป็นงานทั่วไปในร้านขายของชำ ตั้งแต่เดินทางมาถึง ก็จะเปิดร้านแง้ม ๆ เพียงแค่เข้าไปทำความสะอาดก่อน ในตอนเช้าก่อน 8 โมง ที่เฮียกับเจ๊ไว้ใจเพ็ญมากถึงกับให้กุญแจประตูร้านไว้ จากนั้นจึงจัดของ พวกสิ่งของอย่างไม้กวาดดอกหญ้า ไม้กวาดทางมะพร้าว ถังน้ำ ตะกร้าก็วางไว้หน้าร้าน ส่วนในร้านจะมีชั้นวางของยาว ๆ สี่แถวตัดเป็นช่องทางเดิน แถวแรกจะเป็นแถวที่อยู่ปากประตูก็จะเป็นพวกขนมขบเคี้ยว ลูกอม ของเล่นเด็ก ตุ๊กตา ปืนไม้หนังสติ๊ก ซึ่งต้องการให้เด็กเห็น เพื่อที่จะรบเร้าให้ผู้ปกครองใจอ่อนซื้อให้นั่นเอง แถวต่อมาจะเป็นกลุ่มของใช้เช่น สบู่ ยาสีฟัน แชมพูที่มีทั้งเป็นขวดและชนิดซองแขวนไว้ ผงซักฟอก สีย้อมผ้า แถวที่สามจะเป็นพวกเครื่องปรุงอาหาร เช่น น้ำมันพืช ซีอิ๊ว น้ำปลา น้ำตาล เกลือ ฯลฯ ส่วนแถวสุดท้ายจะเป็นพวกของที่มีราคาสูงเช่น สุรา บุหรี่ กาแฟ โอวัลตินซึ่งจะวางอยู่ใกล้ ๆ โต๊ะที่เจ๊นั่งคิดเงิน
การที่จะปัดฝุ่น เช็ดทำความสะอาดชั้นวางของ และการกวาดพื้นถูกพื้น เจ๊เคยสอนว่า "ถ้ากวาดพื้นให้กวาดไปหลังร้าน ห้ามกวาดออกข้างหน้า จะทำให้เงินทองไหลออกหน้าร้านหมด" เพ็ญจึงปฏิบัติตามนั้นเรื่อยมา เมื่อทำความสะอาดเสร็จหมด เมื่อเจ๊เดินมาถึงร้านเจ๊จะจุดธูปภาวนาขอพรจากเทพเจ้า "ไฉ่ชิงเอี้ย" ซึ่งเป็นศักดิ์สิทธิ์เกี่ยวกับความร่ำรวย เพื่อขอให้ขายดี...
จากนั้นเพ็ญก็จะช่วยเจ๊ขายของ ต้อนรับลูกค้า คอยหยิบโน่นหยิบนี่ให้ ตามที่ลูกค้าต้องการ โดยที่เจ๊จะเป็นคนคิดเงิน ทอนเงิน จนถึง 5 โมงเย็นของทุกวัน จนเก็บของเข้าร้าน ปิดประตูล็อกกุญแจ บางวันหากยังไม่หมดลูกค้าก็จะอยู่ช่วยเจ๊จวนเลยเวลาถึง 1 ทุ่มก็มี...
ส่วนเฮียหลังจากกิจการค้าขายของชำไปได้สวย จึงนำเงินมาลงทุนซื้อตึกแถวอีกที่หนึ่งใกล้ ๆ กันเพื่อจะขยายกิจการให้ใหญ่โตขึ้น โดยมีลูกน้องอีก 3 คนคอยเป็นผู้ช่วย ซึ่งสินค้าก็จะเป็นสินค้าที่ใหญ่ขึ้นเช่น พวกรองเท้า เสื้อผ้าสำเร็จรูป ภาชนะในครัวเรือน เช่น กระทะ หม้อ ทัพพี เป็นต้น.
บางครั้งเจ๊จะเรียกให้เพ็ญไปช่วยงานบ้าง เพ็ญนึกในใจว่า "บางทีก็อยากจะชวนให้พี่แสงเดือนมาทำงานด้วยเหมือนกัน แต่ก็กลัวว่าจะไม่มีใครดูแลอุ้ยมีผู้เป็นมารดาซึ่งแก่เฒ่าขึ้นทุกวัน ๆ และมนตรีผู้ที่เป็นลูกชายตัวเล็ก ๆ ที่ขาดพ่อ" โดยให้เป็นพิเศษครั้งละ 20 บาทบ้าง 30 บ้าง แล้วแต่ความหนักเบาของงาน ซึ่งรวม ๆ แล้วก็จะได้วันละ 100 ถึง 110 บาท เดือนหนึ่งก็ 3,000 กว่าบาท ซึ่งก็ถือว่าเยอะมากสำหรับเพ็ญ..
วันนี้วันหยุดของเพ็ญ เธอไม่ไปทำงานกะว่าจะขอนอนให้เต็มอิ่ม แต่แล้วเมื่อได้เสียงข่าวพยากรณ์อากาศจากวิทยุกระจายเสียงจากห้องข้าง ๆ แว่วมาโดยนักข่าวรายงานสภาพอากาศว่าปีนี้ภาคเหนือทั้งเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง จะหนาวจัด อุณหภูมิจะลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงรีบตื่นอาบน้ำ แล้วชวนเอื้องกับสาไปเที่ยวห้างสรรพสินค้าและไปตลาด ไปหาซื้อเสื้อกันหนาวรวมทั้งของทะเลพวกปลาหมึกแห้ง ปลาทูเค็ม ส่งไปให้อุ้ยมี พี่แสงเดือนและมนตรี ซึ่งนานแล้วที่ทุกคนไม่ได้กิน อีกทั้งของที่นี่ราคายังถูกกว่าแถวบ้านที่มักจะมีรถเร่มาขายตามทาง
เมื่อทุกคนได้ของที่พอใจแล้ว ทั้งกับข้าว ของกิน กลับมาถึงห้องพักจึงชวนพวกผู้ชายอย่างขจร สมรักษ์ หน้อยสม กินข้าวพร้อมด้วยเครื่องดื่มเย็น ๆ ด้วยกัน ในเย็นวันนั้น ทุกคนพูดคุยกันสัพเพเหระทั้งเรื่องงาน เรื่องทางบ้าน และเรื่องทั่ว ๆ ไป
รุ่งขึ้นอีกวัน เพ็ญไปถึงร้านเมื่อทำความสะอาดเสร็จ จึงขออนุญาตเจ๊ไปส่งของที่ไปรษณีย์ให้กับทางบ้าน ซึ่งเจ๊ก็ไม่ได้ว่าอะไร โดยมีเสื้อกันหนาวของอุ้ยมี 1 ตัว ของพี่แสงเดือน 1 ตัว ของมนตรี 2 ตัว พร้อมด้วยปลาหมึกแห้ง ปลาทูเค็มอีกอย่างละหนึ่งถุง โดยเพ็ญเขียนจดหมายสอดใส่ในกล่องพัสดุว่า...
"กราบเท้าแม่ที่เคารพ
ทุกคนสบายดีไหม เพ็ญอยู่ที่นี่สบายดี ทำงานสนุกเพราะนายจ้างใจดี ไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้ที่บ้านคงจะหนาวมาก โดยเฉพาะบ้านเราที่ตอนนี้ไม้คงจะเก่าและผุพัง เพราะโดนความชื้นจากฝนและหมอก ตอนนี้ก็ทนกันไปก่อนรอสัก 2 - 3 ปี น้องเก็บเงินได้มากเมื่อไหร่เราจะอยู่บ้านปูนกัน ที่กรุงเทพก็หนาวเย็นแต่ไม่มากเหมือนทางเหนือ เดือนนี้เพ็ญส่งของที่อยู่ในกล่องพร้อมเงินอีก 500 บาท โดยแอบซ่อนใส่ในถุงเสื้อกันหนาวสีดำของอุ้ยมีเย็บด้วยด้ายอย่างดี ให้พี่แสงเดือนใช้กรรไกรตัด แม้ว่าจะกลัวว่าเงินหาย แต่ว่าหากส่งธนาณัติไป พี่แสงเดือนจะเสียเวลาขึ้นรถสองแถวไปรับเงินที่ไปรษณีย์อำเภออีก โดยเสื้อสีดำเป็นของอุ้ยมี เสื้อสีแดงเป็นของพี่แสงเดือน ส่วนของมนตรีเป็นตัวเล็ก ๆ ที่มีเสื้อและกางเกงสีส้มกับสีน้ำเงินอย่างละ 1 ชุด ปลาหมึกแห้ง ปลาเค็ม อีกอย่างละ 1 ถุง แบ่งให้ศักดิ์ไปกินบ้างนะ สงกรานต์นี้พวกเราคุยกันว่าหากนายจ้างหยุดงานก็จะกลับบ้าน แต่ไม่รู้ว่าวันไหน ต้องดูตั๋วรถอีกที ซึ่งใกล้ ๆ จะเขียนจดหมายบอกอีกครั้ง หากใครไม่พร้อมก็จะไปเท่าที่คนพร้อม ให้ฝากของไปกัน น้องกลับแน่ เพราะเฮียกับเจ๊จะปิดร้านและไปเที่ยวต่างจังหวัดช่วงนั้นพอดี ขอให้ทุกคนดูแลรักษาตัวเองด้วย ด้วยรักและเคารพ
เพ็ญ"
"กฤดาการ"
จากบ้านมาไกล
ตอบลบ