"สู่ร่มกาสาวพัสตร์"
"พื้นฐานของตึกคืออิฐ พื้นฐานของชีวิตคือการศึกษา" คำขวัญที่เขียนเป็นตัวหนังสือใหญ่ ๆ ด้วยสีน้ำมันที่คุณครูอนันต์บรรจงเขียนเมื่อปีที่แล้วติดหราอยู่บนกำแพงทางเข้าห้องประชุมของโรงเรียน ประดับด้วยต้นดอกเข็มที่มีทั้งสีแดงสลับกับสีเหลืองและสีชมพูแตกดอกชูช่อด้วยความสวยงาม อีกทั้งบนพื้นดินยังมีมวลหญ้าแพรกเขียวขจีแตกกอกระจายไปทั่ว ล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่ทรงเตี้ยเป็นสัญลักษณ์ที่กลมกลืนกับข้อความที่บ่งบอกถึงความสำคัญของการเรียนการศึกษาเป็นอย่างดี
ริมสนามมีต้นดอกหางนกยูงต้นใหญ่หลายต้นเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมจะผลิดอกออกมาเป็นสีส้มสีแดงอย่างงดงาม ใครผ่านไปผ่านมาก็จะชื่นชมอยู่เสมอ ถัดจากสนามก็จะเป็นอาคารเรียนชั้นป.1 ป.2 ป.3 มีห้องพักครูและห้องประชุมด้วย ข้าง ๆ อาคารฝั่งทิศใต้มีต้นฉำฉาสูงใหญ่เป็นร่มเงาแผ่กิ่งก้านสาขา พวกเด็กน้อยชอบมาเล่นกระโดดหนังยางกันตรงนี้ ขยับมาอีกหน่อยเป็นอาคารเรียนชั้น ป.4 ป.5 ป.6 ที่ตรงหน้าอาคารมีต้นมะกอกน้ำที่รสฝาดซึ่งเด็ก ๆ มักจะนำไปดองเกลือก็จะหายฝาดสักอาทิตย์หนึ่งก็กินได้ ต้นสูงไม่ใหญ่นักอยู่ 7 8 ต้น ด้านหลังโรงเรียนเป็นแปลงเกษตรของนักเรียน ซึ่งเด็ก ๆ แต่ละคนจะมีแปลงปลูกผักเป็นของตนเอง ส่วนอีกฝั่งหนึ่งจะมีต้นกล้วยน้ำว้ามากมาย ครั้งเมื่อครูใหญ่อำนวยมี นโยบายแปรสภาพดินผืนเปล่าให้เกิดประโยชน์ โดยให้นักเรียนทุกคนนำมาปลูกในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ใกล้ ๆ กันกับดงกล้วยจะมีแม่น้ำสายเล็ก ๆ ไหลผ่าน ซึ่งนักเรียนได้นำน้ำจากที่นี่มารดผักและต้นกล้วยนั่นเอง
โรงเรียนแห่งนี้มีการเรียนการสอนอยู่ 2 ระดับคือระดับชั้นปฐมวัยกับระดับประถมศึกษา มีนักเรียน 57 คนโดยแบ่งเป็นชั้นก่อนประถมซึ่งต่อมาเรียกว่าชั้นอนุบาล อายุตั้งแต่ 4 ขวบขึ้นไปจนถึง 6 ขวบเรียนรวมกันมีนักเรียนจำนวน 18 คน เรียนในอาคารไม้สักยกสูงพื้นที่ประมาณ 50 ตารางเมตร ในลานกลางแจ้งมีเครื่องเล่นสนามปีนป่ายกับชิงช้าที่ทำด้วยไม้ไผ่ซางกับเชือก โดยมีครูน้อยกับครูนกเป็นผู้ดูแล
ส่วนชั้นประถมมีนักเรียนจำนวน 39 คนเป็นนักเรียนชาย 17 คน นักเรียนหญิง 22 คน ชั้นป.1 มีนักเรียน 5 คน ป.2 มี 4 คน ป.3 มี 10 คน ป.4 มี 6 คน ป.5 มี 8 คน และป.6 มี 6 คน มีคุณครู 5 ท่านคือครูใหญ่อำนวย ครูศิริ ครูอนันต์ ครูสมพร ครูศรีพรรณ และครูสุวรรณ
ปีนี้มนตรีเติบใหญ่เรียนหนังสือเก่งจนได้ขึ้นชั้นป.6 ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายของระดับประถมศึกษาแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เขาเกิดมาจากท้องของผู้เป็นแม่อย่าง "เพ็ญ" ครอบครัวของเขาเผชิญทั้งเรื่องดีเรื่องร้ายสลับกันไป ซึ่งเมื่อครั้งที่เขายังเล็ก ครอบครัวลำบากมาก ถึงขั้นผู้เป็นมารดาของเขาต้องดิ้นรนเสียสละตนเองเพื่อไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัวถึงเมืองบางกอก
โดยที่ตัวเขาถูกเลี้ยงดูมากับอุ้ยมีและผู้เป็นป้าอย่างแสงเดือน ซึ่งแม้ว่าเขาจะเป็นคนไร้พ่อผู้ให้กำเนิดและขาดความอบอุ่นจากมารดาแท้ ๆ ที่ไม่ได้เลี้ยงดูเพราะต้องทำงานหาเลี้ยงคนในบ้าน แต่ก็ไม่ได้อับอายอะไร กลับภูมิใจเสียด้วยซ้ำว่าอย่างน้อยแม่ของเขาก็ยังมีชีวิตอยู่และมีทั้งยายและป้าคอยอบรมสั่งสอนจนมนตรีเติบใหญ่ มีบ้านปูนแม้ไม่ได้ใหญ่โตแต่ก็กันแดดกันฝนได้ไม่เหมือนกับบ้านไม้ไผ่หลังเดิม มีร้านข้าวซอย ทุกคนช่วยกันทำมาหากิน ทำให้ฐานะทางบ้านก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ประมาณพอมีพอกิน ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนักและได้เรียนหนังสือในระบบเหมือนกับคนอื่น ๆ ในที่สุด
ตั้งแต่เขาเกิดมาจนถึงตอนนี้ก็ 12 ปีแล้ว ซึ่งผู้หญิงที่ให้กำเนิดเขาใช้ชีวิตทำงานอยู่ที่เมืองบางกอกตั้งแต่เขาอายุขวบกว่า ๆ ปีหนึ่งก็จะมาเยี่ยมเยือนที่บ้านสักครั้ง แล้วแต่ช่วงเวลาบางปีก็สิ้นปี บางปีก็ปีใหม่สงกรานต์แล้วแต่ที่ทำงานจะอนุญาต แต่ในระหว่างที่ไม่ได้มาแม่ของเขาก็จะส่งเงินให้ทางบ้านและเป็นค่าเล่าเรียนมากน้อยเพียงใดก็ตามสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งอุ้ยมีเคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งมนตรียังเป็นเด็กน้อย แม่ของเขาจะส่งให้เดือนละ 500 บาทซึ่งก็ถือว่ามากในสมัยนั้น พอค่าเงินสูงขึ้น ค่าแรงก็เพิ่มขึ้นจนทุกวันนี้สามารถส่งมาให้ที่บ้านได้เดือนละ 2,000 บาท
กิจการร้านข้าวซอยของแสงเดือนผู้เป็นป้า ที่ทำมาหลายปี แรก ๆ ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ต่อมากลับขายได้น้อย จึงเพิ่มเติมด้วยการขายของหวานพวกลอดช่อง ส้มตำ ทำให้ขายดีขึ้น มีกำไรเพิ่มขึ้นนิด ๆ หน่อย ๆ พอได้ช่วยครอบครัว อย่างน้อยก็ดีกว่าที่ต้องให้แม่ของเขาหาเงินคนเดียว
ส่วนอุ้ยมีผู้ที่มีพระคุณล้นหัวของมนตรี ตอนนี้อายุ 67 ปีเข้าแล้ว อีกทั้งมีโรคประจำตัวที่แกไม่เต็มใจได้อย่าง "วัณโรคปอด" สาเหตุเกิดจากที่แกสูบบุหรี่จัดตั้งแต่ครั้งเมื่อเป็นหนุ่มเป็นสาวจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ยอมลาออกจากวงการสิงห์อมควันเลย สิ่งที่ตามมาก็คือมีอาการไอจัดมาก บางจังหวะไอติดกันร่วม ๆ นาที หนักเข้า ๆ ป้าของเขาจึงพาไปหาหมอ แกก็ไม่ค่อยยอมไป เพราะกลัวเสียเงิน แต่ที่จริงแล้วแกกลัวหมอมากกว่า แต่ละครั้งที่ไป หมอจะจัดยาให้ พอกินยาอาการก็ดีขึ้น โดยที่แกจัดได้ว่าเป็น "แมวเก้าชีวิต" เหมือนกัน เพราะจากที่จะแย่ ๆ ถึงกับต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเมื่อ 2 - 3 ปีก่อน กลับมามีชีวิตสูดอากาศหายใจบนโลกนี้ได้ในปัจจุบัน แต่ก็ไม่หายขาดเพราะความดื้อรั้นของแก พอจะหาย ๆ ก็แอบหยิบขึ้นมาสูบอีก จนแสงเดือนทนไม่ไหวต้องโทรศัพท์ไปบอกแม่ของเขาหลายครั้ง จนแกงอน ไม่ยอมกินข้าวกินปลาร่วมกับครอบครัวหลายวัน
เด็กชายมนตรีเป็นเด็กนิสัยดี ร่าเริง ไม่ชอบรังแกใคร แต่อาจจะมีแกล้งบ้าง หยอกบ้างพอสนุกเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน สอบได้ลำดับต้น ๆ ทุกปีที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 สลับกันไป ซุกซนไปตามเรื่องตามราวชอบเล่นอะไรแรง ๆ เช่น เล่นต่อสู้ ยิงปืน ฟันดาบ ฟุตบอล ชกมวย ตามประสาเด็กผู้ชายทั่วไป
หากวันไหนตรงกับวันเสาร์ อาทิตย์ก็มักจะไปรับจ้างเลี้ยงควายให้ลุงปั๋นในช่วงเช้า พาไปอาบน้ำ กินหญ้าได้วันละ 10 บาท ช่วงกลางวันก็จะชวนเพื่อน ๆ อย่าง ภพ, ติ๊บ, ดำ ไปจับปูจับปลาหาเก็บผักบุ้งผักกระเฉดที่หนองน้ำท้ายหมู่บ้าน บางวันก็จับหนังสติ๊กไล่ยิงนกกระจอกบ้าง กิ้งก่าบ้าง พอได้มาก็มาทำอาหารแบ่งปันกันกินอย่างมีความสุขตามวิถีชีวิตของเด็กบ้านนอก
ลูกของเพ็ญคนนี้เป็นเด็กที่มีความฝัน อยากมีชีวิตที่สุขสบายเหมือนคนอื่น ๆ แม้ว่าแม่ของเขาจะทำงานส่งเงินมาให้ที่บ้านทุกเดือน ป้าของเขาจะมีรายได้จากการขายข้าวซอย แต่เขาก็อยากจะมีเงินเก็บออมเป็นของตนเองบ้าง เขาทำงานทุกอย่างเท่าที่เด็กในวัยอย่างเขาจะสามารถทำได้ เช่น ช่วยป้าของเขาขายข้าวซอยที่ร้าน บางวันก็ไปคุ้ยกองขยะหาพวกเศษเหล็ก กระป๋องน้ำอัดลม เศษขวด นำไปขาย ได้เงินครั้งละ 20 30 บาท หากในฤดูฝนก็ปั่นจักรยานไปกับเพื่อน ๆ ไปขุดหน่อไม้ตามป่านำไปส่งให้ร้านค้าพอได้เงินไปกินขนมที่โรงเรียน ซึ่งบางทีเขาก็จะทำด้วยความสนุกสนานตามประสาวัยเด็ก แต่ก็มีเด็กวัยเดียวกันน้อยนักที่จะมีความคิดอย่างเขา
ดอกซอมพอ ที่ภาษากลางเรียกว่าดอกหางนกยูงและดอกทองกวาวหน้าโรงเรียนเริ่มผลิดอกสีส้มยั่วยวนมวลหมู่ภมรให้มาผสมเกสร ช่วงเดือนมีนาคมเป็นสัญญาณกำลังบอกกับนักเรียนทุกคนว่าใกล้ปิดภาคเรียนแล้ว โดยเฉพาะนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคนต่างวางแผนกันว่าจะไปเรียนต่อกันที่ไหน เพื่อน 4 คนคือ จิต,หนึ่ง,สร้อยและภพบอกว่าจะไปเรียนที่โรงเรียนประจำอำเภอ ส่วนติ๊บและมนตรีจะบวชเรียน
ซึ่งสาเหตุที่มนตรีจะเข้าวัดนั้นเป็นเพราะ "อุ้ยมี" เนื่องจากแกมีความปรารถนาอย่างเป็นที่สุดว่าต้องการเห็นหลานชายคนเดียวบวชอยู่ในร่มผ้ากาสาวพัสตร์ตอนที่แกยังมีชีวิตอยู่
เมื่อเพ็ญโทรศัพท์ทางไกลจากกรุงเทพฯมา จึงขอเพ็ญบอกว่าให้หลานบวชได้ไหม ซึ่งเพ็ญก็ไม่ได้ว่าอะไร กลับดีใจด้วยซ้ำ พร้อมทั้งบอกเจ๊ด้วยว่าจะกลับบ้านไปบวชลูกช่วงต้นเดือนเมษายน
หลังสอบเสร็จจึงพาหลานชายไปฝากเป็น "ขโยม" หรือที่เรียกกันในภาษากลางก็คือ "เด็กวัด" โดยจะมีหน้าที่ทำงานวัดช่วยตุ๊ลุง(หลวงลุง)เจ้าอาวาส หลวงพี่ และสามเณร ตั้งแต่ตื่นนอนแต่เช้าตี 5 ขึ้นไปตีระฆัง เปิดศาลาการเปรียญเตรียมอาสนะ น้ำหยาดและขันสำหรับกรวดน้ำ เพื่อให้พระเณรได้ทำวัตรเช้า จากนั้นก็ช่วยกันกวาดลานวัด สัก 7 โมงเช้าก็ออกไปพร้อมกับสามเณรและกระติกใส่ข้าวเหนียวเพื่อไปเก็บปิ่นโตที่นำไปวางไว้ตามบ้านของชาวบ้านเมื่อวานตอนเย็น เมื่อกลับมาก็มาจัดสำรับให้พระฉันเช้า โดยที่ตนเองจะกินต่อจากพระ เมื่อกินข้าวเช้าเสร็จ ตุ๊ลุงก็จะให้ทำงานวัดต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน เช่น ทำความสะอาดวิหาร ศาลา โบสถ์ บางครั้งก็ถางหญ้ารอบวัด ในช่วงเวลาเพลก็ช่วยพระเณรจัดสำรับ จากนั้นก็ทำงานต่อ หากงานเสร็จเร็วก็ได้พักเร็ว หากงานไม่เสร็จก็อาจจะทั้งวัน จากนั้นในช่วงเย็นก็ไปตกปิ่นโตตามบ้านของชาวบ้าน กลับมาก็อาบน้ำเตรียมสวดมนต์ทำวัตรเย็น เมื่อทำวัตรเย็นเสร็จตุ๊ลุงก็จะสอนความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบวช ฝึกท่องศีล10 และบทสวดมนต์ต่าง ๆ เช่น คำขอบวช, บทสวดให้พร ยะถา,สัพพี ส่วนบทสวดเจริญพระพุทธมนต์ และบทสวดงานศพจะสอนให้เมื่อเป็นสามเณรแล้ว กิจวัตรประจำวันก็จะวนเวียนแบบนี้ทุกวันจนกว่าจะบรรพชาเป็นสามเณร
มนตรีกับติ๊บได้ลงทะเบียนเข้าร่วมบรรพชาหมู่ที่วัดของหลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอ โดยไปเก็บตัวอยู่ 3 วันร่วมกับเด็กวัดที่มาจากบ้านอื่น ๆ ทั้งอำเภออีกร้อยกว่าคน ทั้งหมดนอนรวมกันที่ศาลาการเปรียญ ซึ่งมีหลวงพี่ที่เป็นอาสาสมัครจากวัดต่าง ๆ มาเป็นพระพี่เลี้ยง ดูแลอบรมสั่งสอนให้ความรู้เกี่ยวกับการประพฤติตนเป็นสามเณรที่ดี ให้รู้จักเครื่องอัฐบริขาร 8 ที่เป็นของใช้ที่พระภิกษุสามเณรจะขาดไม่ได้เลยคือสบง,จีวร,สังฆาฏิ(สามเณรไม่ได้ใช้),ประคตคาดเอว,บาตร,มีดโกน,เข็ม และที่กรองน้ำ เรียกสั้น ๆ กันว่า "ผ้า 4 เหล็ก 3 น้ำ 1" มีการฝึกสวดมนต์ การท่องคำบวชพระ ตลอดจนเรียนรู้เรื่องศาสนพิธีต่าง ๆ ซึ่งมนตรีกับติ๊บโชคดีมากที่เตรียมตัวมาก่อน จึงเรียนรู้และเข้าใจได้ไม่ยาก
เมื่อถึงวันบวชซึ่งแบ่งเป็นสองช่วงคือ "บวชนาค" กับ "บวชพระ" โดยบวชนาคจะเป็นการโกนศีรษะและคิ้ว นุ่งผ้าสบงและอังสะสีขาว
สาเหตุที่เรียกว่า "นาค" เพราะว่าในสมัยพุทธกาล มีพญานาคตนหนึ่งขดตัวนอนฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วเกิดศรัทธา จึงแปลงกายเป็นมนุษย์เพื่อขอบวชเป็นพระภิกษุ
ครั้นวันหนึ่งตนนอนในตอนกลางวัน จนหลับทำให้กลายเป็นงูใหญ่ พระภิกษุรูปอื่นไปเห็นเข้า จึงไปบอกพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงให้พระภิกษุนาคนั้นสึกออกไปเสียเพราะเป็นสัตว์เดรัจฉาน นาคตนนั้นผิดหวังมากที่ไม่ได้เป็นพระภิกษุ จึงขอถวายคำว่า "นาค" ให้กับพระพุทธเจ้าเพื่อไว้ใช้เรียกผู้ที่เข้ามาขอบวชในพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นอนุสรณ์ในความศรัทธาของตน
ในวันที่บวชนาคนั้นพ่อแม่ญาติพี่น้องจะเตรียมตัวกันมาตั้งแต่เช้า โดยครอบครัวของมนตรีมากันครบทั้งอุ้ยมี,เพ็ญ,แสงเดือน,ศักดิ์,ผู้ใหญ่ถาป้าเสาร์,น้าคำ,ป้าทองดี เมื่อถึงช่วงเวลาที่จะโกนศีรษะและคิ้ว พระพี่เลี้ยงจึงได้ประกาศเสียงตามสายให้ไปรวมกันที่ศาลาเพื่อนัดหมายกำหนดการต่าง ๆ จากนั้นจึงปล่อยให้เด็ก ๆ ทุกคนออกมาพบผู้ปกครองเพื่อทำการโกนศีรษะและคิ้วพร้อมกับพระพี่เลี้ยง
เมื่อถึงเวลามนตรีจึงนั่งลงที่เก้าอี้และพนมมือญาติพี่น้องทุกคนก็จะตัดผมลงใส่ใบบัว เมื่อตัดผมครบทุกคนแล้ว พระพี่เลี้ยงก็จะทำการโกนศีรษะและคิ้วจนเกลี้ยง จากนั้นจึงอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย นุ่งผ้าขาวและเข้าโบสถ์อบรมและทำกิจวัตรประจำวันในช่วงเข้าค่ายกันต่อไป
3 วันต่อมาวันนี้เป็นวันกำหนดการบรรพชา ทุก ๆ ครอบครัวก็จะเตรียมตัวมากันตั้งแต่เช้า ต่างก็เตรียมข้าวปลาอาหารทั้งคาวทั้งหวาน ขนมนมเนย ผลไม้ มาถวายเป็นกุศลกันต่าง ๆ นานา จากนั้นจึงมีเสียงประกาศบอกให้นาคทุกคนเข้าโบสถ์เพื่อทำพิธีการบรรพชา พ่อแม่พี่น้องทุกครอบครัวต่างชะเง้อมองหานาคของตนว่าอยู่ตรงไหนด้วยความตื่นเต้น
เมื่อทำพิธีเสร็จก็จะให้นาคทุกคนมานั่งเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบโดยมีผ้าไตรวางอยู่บนพานตรงหน้าระหว่างบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อให้นาคทำความเคารพ จากนั้นจึงให้ก้มลงกราบขอขมาแด่บุคคลนั้น โดยนาคมนตรีได้ก้มลงกราบเพ็ญผู้เป็นมารดา จากนั้นผู้มีพระคุณที่อยู่ตรงหน้าก็ยกพานถวายให้กับนาคเพื่อนำไปทำพิธีบรรพชาในโบสถ์ต่อไป
จากนั้นเมื่อนาคทุกคนเข้าโบสถ์ก็จะมีตัวแทนของนาคนำกล่าวคำบรรพชา ซึ่งนาคมนตรีได้รับเกียรตินั้น เนื่องจากเป็นคนที่สวดมนต์ได้คล่องที่สุด
เมื่อกล่าวคำขอบวชเสร็จ นาคแต่ละคนก็เดินเข่าเข้าไปหาหลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอที่เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านก็จะคล้องพระอังสะสีเหลืองสวมคอให้ และให้พระพี่เลี้ยงก็จะช่วยนุ่งห่มสบง จีวรจนครบทุกคน จากนั้นหลวงพ่อก็ให้โอวาทแก่สามเณรใหม่ เมื่อหลวงพ่อท่านให้โอวาทเสร็จก็จะให้ลงไปโปรดญาติพี่น้องที่มารออยู่ด้านนอก
สามเณรมนตรีลงไปแล้วเจอกลุ่มญาติพี่น้องของตน ทุกคนต่างก้มลงกราบ จนสามเณรมนตรีเขินอาย โดยเฉพาะอุ้ยมีที่รักหลานมาก เพราะเลี้ยงดูมาตั้งแต่น้อย ตั้งแต่เพ็ญหนีความลำบากไปทำงานหาเงินที่เมืองกรุง แกตักน้ำส้มป่อยจากสลุงมาล้างเท้าให้สามเณรมนตรีด้วยความรักความศรัทธา จนน้ำตาแห่งความปลื้มปิติไหลเอ่อล้นลงแก้มทั้งสองข้าง พร้อมทั้งบอกกับสามเณรมนตรีว่า
เมื่ออุ้ยมีพูดจบก็มีเสียงไอตามมา สามเณรมนตรีไม่ได้พูดอะไรต่อ ได้แต่ยืนมองดูร่างกายที่ห่อหุ้มด้วยเสื้อสีขาวแขนสั้นและผ้าซิ่นสีชมพูอ่อนที่แม้นว่าจะปกปิดแนบชิดขนาดไหนแต่ก็ยังพอเห็นอินทรีย์ร่างอันเหี่ยวแห้งตามใบหน้า ฟังเสียงไอแหบ ๆ ของผู้ดูแลเลี้ยงดูป้อนข้าวป้อนน้ำแต่เด็ก พลางนึกถึงคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า "กัมมุนา วัตติ โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"
ริมสนามมีต้นดอกหางนกยูงต้นใหญ่หลายต้นเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อนเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคมจะผลิดอกออกมาเป็นสีส้มสีแดงอย่างงดงาม ใครผ่านไปผ่านมาก็จะชื่นชมอยู่เสมอ ถัดจากสนามก็จะเป็นอาคารเรียนชั้นป.1 ป.2 ป.3 มีห้องพักครูและห้องประชุมด้วย ข้าง ๆ อาคารฝั่งทิศใต้มีต้นฉำฉาสูงใหญ่เป็นร่มเงาแผ่กิ่งก้านสาขา พวกเด็กน้อยชอบมาเล่นกระโดดหนังยางกันตรงนี้ ขยับมาอีกหน่อยเป็นอาคารเรียนชั้น ป.4 ป.5 ป.6 ที่ตรงหน้าอาคารมีต้นมะกอกน้ำที่รสฝาดซึ่งเด็ก ๆ มักจะนำไปดองเกลือก็จะหายฝาดสักอาทิตย์หนึ่งก็กินได้ ต้นสูงไม่ใหญ่นักอยู่ 7 8 ต้น ด้านหลังโรงเรียนเป็นแปลงเกษตรของนักเรียน ซึ่งเด็ก ๆ แต่ละคนจะมีแปลงปลูกผักเป็นของตนเอง ส่วนอีกฝั่งหนึ่งจะมีต้นกล้วยน้ำว้ามากมาย ครั้งเมื่อครูใหญ่อำนวยมี นโยบายแปรสภาพดินผืนเปล่าให้เกิดประโยชน์ โดยให้นักเรียนทุกคนนำมาปลูกในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ใกล้ ๆ กันกับดงกล้วยจะมีแม่น้ำสายเล็ก ๆ ไหลผ่าน ซึ่งนักเรียนได้นำน้ำจากที่นี่มารดผักและต้นกล้วยนั่นเอง
โรงเรียนแห่งนี้มีการเรียนการสอนอยู่ 2 ระดับคือระดับชั้นปฐมวัยกับระดับประถมศึกษา มีนักเรียน 57 คนโดยแบ่งเป็นชั้นก่อนประถมซึ่งต่อมาเรียกว่าชั้นอนุบาล อายุตั้งแต่ 4 ขวบขึ้นไปจนถึง 6 ขวบเรียนรวมกันมีนักเรียนจำนวน 18 คน เรียนในอาคารไม้สักยกสูงพื้นที่ประมาณ 50 ตารางเมตร ในลานกลางแจ้งมีเครื่องเล่นสนามปีนป่ายกับชิงช้าที่ทำด้วยไม้ไผ่ซางกับเชือก โดยมีครูน้อยกับครูนกเป็นผู้ดูแล
ส่วนชั้นประถมมีนักเรียนจำนวน 39 คนเป็นนักเรียนชาย 17 คน นักเรียนหญิง 22 คน ชั้นป.1 มีนักเรียน 5 คน ป.2 มี 4 คน ป.3 มี 10 คน ป.4 มี 6 คน ป.5 มี 8 คน และป.6 มี 6 คน มีคุณครู 5 ท่านคือครูใหญ่อำนวย ครูศิริ ครูอนันต์ ครูสมพร ครูศรีพรรณ และครูสุวรรณ
ปีนี้มนตรีเติบใหญ่เรียนหนังสือเก่งจนได้ขึ้นชั้นป.6 ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายของระดับประถมศึกษาแล้ว ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่เขาเกิดมาจากท้องของผู้เป็นแม่อย่าง "เพ็ญ" ครอบครัวของเขาเผชิญทั้งเรื่องดีเรื่องร้ายสลับกันไป ซึ่งเมื่อครั้งที่เขายังเล็ก ครอบครัวลำบากมาก ถึงขั้นผู้เป็นมารดาของเขาต้องดิ้นรนเสียสละตนเองเพื่อไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัวถึงเมืองบางกอก
โดยที่ตัวเขาถูกเลี้ยงดูมากับอุ้ยมีและผู้เป็นป้าอย่างแสงเดือน ซึ่งแม้ว่าเขาจะเป็นคนไร้พ่อผู้ให้กำเนิดและขาดความอบอุ่นจากมารดาแท้ ๆ ที่ไม่ได้เลี้ยงดูเพราะต้องทำงานหาเลี้ยงคนในบ้าน แต่ก็ไม่ได้อับอายอะไร กลับภูมิใจเสียด้วยซ้ำว่าอย่างน้อยแม่ของเขาก็ยังมีชีวิตอยู่และมีทั้งยายและป้าคอยอบรมสั่งสอนจนมนตรีเติบใหญ่ มีบ้านปูนแม้ไม่ได้ใหญ่โตแต่ก็กันแดดกันฝนได้ไม่เหมือนกับบ้านไม้ไผ่หลังเดิม มีร้านข้าวซอย ทุกคนช่วยกันทำมาหากิน ทำให้ฐานะทางบ้านก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็ประมาณพอมีพอกิน ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนักและได้เรียนหนังสือในระบบเหมือนกับคนอื่น ๆ ในที่สุด
ตั้งแต่เขาเกิดมาจนถึงตอนนี้ก็ 12 ปีแล้ว ซึ่งผู้หญิงที่ให้กำเนิดเขาใช้ชีวิตทำงานอยู่ที่เมืองบางกอกตั้งแต่เขาอายุขวบกว่า ๆ ปีหนึ่งก็จะมาเยี่ยมเยือนที่บ้านสักครั้ง แล้วแต่ช่วงเวลาบางปีก็สิ้นปี บางปีก็ปีใหม่สงกรานต์แล้วแต่ที่ทำงานจะอนุญาต แต่ในระหว่างที่ไม่ได้มาแม่ของเขาก็จะส่งเงินให้ทางบ้านและเป็นค่าเล่าเรียนมากน้อยเพียงใดก็ตามสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งอุ้ยมีเคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อครั้งมนตรียังเป็นเด็กน้อย แม่ของเขาจะส่งให้เดือนละ 500 บาทซึ่งก็ถือว่ามากในสมัยนั้น พอค่าเงินสูงขึ้น ค่าแรงก็เพิ่มขึ้นจนทุกวันนี้สามารถส่งมาให้ที่บ้านได้เดือนละ 2,000 บาท
กิจการร้านข้าวซอยของแสงเดือนผู้เป็นป้า ที่ทำมาหลายปี แรก ๆ ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ต่อมากลับขายได้น้อย จึงเพิ่มเติมด้วยการขายของหวานพวกลอดช่อง ส้มตำ ทำให้ขายดีขึ้น มีกำไรเพิ่มขึ้นนิด ๆ หน่อย ๆ พอได้ช่วยครอบครัว อย่างน้อยก็ดีกว่าที่ต้องให้แม่ของเขาหาเงินคนเดียว
ส่วนอุ้ยมีผู้ที่มีพระคุณล้นหัวของมนตรี ตอนนี้อายุ 67 ปีเข้าแล้ว อีกทั้งมีโรคประจำตัวที่แกไม่เต็มใจได้อย่าง "วัณโรคปอด" สาเหตุเกิดจากที่แกสูบบุหรี่จัดตั้งแต่ครั้งเมื่อเป็นหนุ่มเป็นสาวจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่ยอมลาออกจากวงการสิงห์อมควันเลย สิ่งที่ตามมาก็คือมีอาการไอจัดมาก บางจังหวะไอติดกันร่วม ๆ นาที หนักเข้า ๆ ป้าของเขาจึงพาไปหาหมอ แกก็ไม่ค่อยยอมไป เพราะกลัวเสียเงิน แต่ที่จริงแล้วแกกลัวหมอมากกว่า แต่ละครั้งที่ไป หมอจะจัดยาให้ พอกินยาอาการก็ดีขึ้น โดยที่แกจัดได้ว่าเป็น "แมวเก้าชีวิต" เหมือนกัน เพราะจากที่จะแย่ ๆ ถึงกับต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเมื่อ 2 - 3 ปีก่อน กลับมามีชีวิตสูดอากาศหายใจบนโลกนี้ได้ในปัจจุบัน แต่ก็ไม่หายขาดเพราะความดื้อรั้นของแก พอจะหาย ๆ ก็แอบหยิบขึ้นมาสูบอีก จนแสงเดือนทนไม่ไหวต้องโทรศัพท์ไปบอกแม่ของเขาหลายครั้ง จนแกงอน ไม่ยอมกินข้าวกินปลาร่วมกับครอบครัวหลายวัน
เด็กชายมนตรีเป็นเด็กนิสัยดี ร่าเริง ไม่ชอบรังแกใคร แต่อาจจะมีแกล้งบ้าง หยอกบ้างพอสนุกเป็นเด็กที่ตั้งใจเรียน สอบได้ลำดับต้น ๆ ทุกปีที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 สลับกันไป ซุกซนไปตามเรื่องตามราวชอบเล่นอะไรแรง ๆ เช่น เล่นต่อสู้ ยิงปืน ฟันดาบ ฟุตบอล ชกมวย ตามประสาเด็กผู้ชายทั่วไป
หากวันไหนตรงกับวันเสาร์ อาทิตย์ก็มักจะไปรับจ้างเลี้ยงควายให้ลุงปั๋นในช่วงเช้า พาไปอาบน้ำ กินหญ้าได้วันละ 10 บาท ช่วงกลางวันก็จะชวนเพื่อน ๆ อย่าง ภพ, ติ๊บ, ดำ ไปจับปูจับปลาหาเก็บผักบุ้งผักกระเฉดที่หนองน้ำท้ายหมู่บ้าน บางวันก็จับหนังสติ๊กไล่ยิงนกกระจอกบ้าง กิ้งก่าบ้าง พอได้มาก็มาทำอาหารแบ่งปันกันกินอย่างมีความสุขตามวิถีชีวิตของเด็กบ้านนอก
ลูกของเพ็ญคนนี้เป็นเด็กที่มีความฝัน อยากมีชีวิตที่สุขสบายเหมือนคนอื่น ๆ แม้ว่าแม่ของเขาจะทำงานส่งเงินมาให้ที่บ้านทุกเดือน ป้าของเขาจะมีรายได้จากการขายข้าวซอย แต่เขาก็อยากจะมีเงินเก็บออมเป็นของตนเองบ้าง เขาทำงานทุกอย่างเท่าที่เด็กในวัยอย่างเขาจะสามารถทำได้ เช่น ช่วยป้าของเขาขายข้าวซอยที่ร้าน บางวันก็ไปคุ้ยกองขยะหาพวกเศษเหล็ก กระป๋องน้ำอัดลม เศษขวด นำไปขาย ได้เงินครั้งละ 20 30 บาท หากในฤดูฝนก็ปั่นจักรยานไปกับเพื่อน ๆ ไปขุดหน่อไม้ตามป่านำไปส่งให้ร้านค้าพอได้เงินไปกินขนมที่โรงเรียน ซึ่งบางทีเขาก็จะทำด้วยความสนุกสนานตามประสาวัยเด็ก แต่ก็มีเด็กวัยเดียวกันน้อยนักที่จะมีความคิดอย่างเขา
ดอกซอมพอ ที่ภาษากลางเรียกว่าดอกหางนกยูงและดอกทองกวาวหน้าโรงเรียนเริ่มผลิดอกสีส้มยั่วยวนมวลหมู่ภมรให้มาผสมเกสร ช่วงเดือนมีนาคมเป็นสัญญาณกำลังบอกกับนักเรียนทุกคนว่าใกล้ปิดภาคเรียนแล้ว โดยเฉพาะนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคนต่างวางแผนกันว่าจะไปเรียนต่อกันที่ไหน เพื่อน 4 คนคือ จิต,หนึ่ง,สร้อยและภพบอกว่าจะไปเรียนที่โรงเรียนประจำอำเภอ ส่วนติ๊บและมนตรีจะบวชเรียน
ซึ่งสาเหตุที่มนตรีจะเข้าวัดนั้นเป็นเพราะ "อุ้ยมี" เนื่องจากแกมีความปรารถนาอย่างเป็นที่สุดว่าต้องการเห็นหลานชายคนเดียวบวชอยู่ในร่มผ้ากาสาวพัสตร์ตอนที่แกยังมีชีวิตอยู่
เมื่อเพ็ญโทรศัพท์ทางไกลจากกรุงเทพฯมา จึงขอเพ็ญบอกว่าให้หลานบวชได้ไหม ซึ่งเพ็ญก็ไม่ได้ว่าอะไร กลับดีใจด้วยซ้ำ พร้อมทั้งบอกเจ๊ด้วยว่าจะกลับบ้านไปบวชลูกช่วงต้นเดือนเมษายน
หลังสอบเสร็จจึงพาหลานชายไปฝากเป็น "ขโยม" หรือที่เรียกกันในภาษากลางก็คือ "เด็กวัด" โดยจะมีหน้าที่ทำงานวัดช่วยตุ๊ลุง(หลวงลุง)เจ้าอาวาส หลวงพี่ และสามเณร ตั้งแต่ตื่นนอนแต่เช้าตี 5 ขึ้นไปตีระฆัง เปิดศาลาการเปรียญเตรียมอาสนะ น้ำหยาดและขันสำหรับกรวดน้ำ เพื่อให้พระเณรได้ทำวัตรเช้า จากนั้นก็ช่วยกันกวาดลานวัด สัก 7 โมงเช้าก็ออกไปพร้อมกับสามเณรและกระติกใส่ข้าวเหนียวเพื่อไปเก็บปิ่นโตที่นำไปวางไว้ตามบ้านของชาวบ้านเมื่อวานตอนเย็น เมื่อกลับมาก็มาจัดสำรับให้พระฉันเช้า โดยที่ตนเองจะกินต่อจากพระ เมื่อกินข้าวเช้าเสร็จ ตุ๊ลุงก็จะให้ทำงานวัดต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน เช่น ทำความสะอาดวิหาร ศาลา โบสถ์ บางครั้งก็ถางหญ้ารอบวัด ในช่วงเวลาเพลก็ช่วยพระเณรจัดสำรับ จากนั้นก็ทำงานต่อ หากงานเสร็จเร็วก็ได้พักเร็ว หากงานไม่เสร็จก็อาจจะทั้งวัน จากนั้นในช่วงเย็นก็ไปตกปิ่นโตตามบ้านของชาวบ้าน กลับมาก็อาบน้ำเตรียมสวดมนต์ทำวัตรเย็น เมื่อทำวัตรเย็นเสร็จตุ๊ลุงก็จะสอนความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการบวช ฝึกท่องศีล10 และบทสวดมนต์ต่าง ๆ เช่น คำขอบวช, บทสวดให้พร ยะถา,สัพพี ส่วนบทสวดเจริญพระพุทธมนต์ และบทสวดงานศพจะสอนให้เมื่อเป็นสามเณรแล้ว กิจวัตรประจำวันก็จะวนเวียนแบบนี้ทุกวันจนกว่าจะบรรพชาเป็นสามเณร
มนตรีกับติ๊บได้ลงทะเบียนเข้าร่วมบรรพชาหมู่ที่วัดของหลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอ โดยไปเก็บตัวอยู่ 3 วันร่วมกับเด็กวัดที่มาจากบ้านอื่น ๆ ทั้งอำเภออีกร้อยกว่าคน ทั้งหมดนอนรวมกันที่ศาลาการเปรียญ ซึ่งมีหลวงพี่ที่เป็นอาสาสมัครจากวัดต่าง ๆ มาเป็นพระพี่เลี้ยง ดูแลอบรมสั่งสอนให้ความรู้เกี่ยวกับการประพฤติตนเป็นสามเณรที่ดี ให้รู้จักเครื่องอัฐบริขาร 8 ที่เป็นของใช้ที่พระภิกษุสามเณรจะขาดไม่ได้เลยคือสบง,จีวร,สังฆาฏิ(สามเณรไม่ได้ใช้),ประคตคาดเอว,บาตร,มีดโกน,เข็ม และที่กรองน้ำ เรียกสั้น ๆ กันว่า "ผ้า 4 เหล็ก 3 น้ำ 1" มีการฝึกสวดมนต์ การท่องคำบวชพระ ตลอดจนเรียนรู้เรื่องศาสนพิธีต่าง ๆ ซึ่งมนตรีกับติ๊บโชคดีมากที่เตรียมตัวมาก่อน จึงเรียนรู้และเข้าใจได้ไม่ยาก
เมื่อถึงวันบวชซึ่งแบ่งเป็นสองช่วงคือ "บวชนาค" กับ "บวชพระ" โดยบวชนาคจะเป็นการโกนศีรษะและคิ้ว นุ่งผ้าสบงและอังสะสีขาว
สาเหตุที่เรียกว่า "นาค" เพราะว่าในสมัยพุทธกาล มีพญานาคตนหนึ่งขดตัวนอนฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วเกิดศรัทธา จึงแปลงกายเป็นมนุษย์เพื่อขอบวชเป็นพระภิกษุ
ครั้นวันหนึ่งตนนอนในตอนกลางวัน จนหลับทำให้กลายเป็นงูใหญ่ พระภิกษุรูปอื่นไปเห็นเข้า จึงไปบอกพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ จึงให้พระภิกษุนาคนั้นสึกออกไปเสียเพราะเป็นสัตว์เดรัจฉาน นาคตนนั้นผิดหวังมากที่ไม่ได้เป็นพระภิกษุ จึงขอถวายคำว่า "นาค" ให้กับพระพุทธเจ้าเพื่อไว้ใช้เรียกผู้ที่เข้ามาขอบวชในพระพุทธศาสนาเพื่อเป็นอนุสรณ์ในความศรัทธาของตน
ในวันที่บวชนาคนั้นพ่อแม่ญาติพี่น้องจะเตรียมตัวกันมาตั้งแต่เช้า โดยครอบครัวของมนตรีมากันครบทั้งอุ้ยมี,เพ็ญ,แสงเดือน,ศักดิ์,ผู้ใหญ่ถาป้าเสาร์,น้าคำ,ป้าทองดี เมื่อถึงช่วงเวลาที่จะโกนศีรษะและคิ้ว พระพี่เลี้ยงจึงได้ประกาศเสียงตามสายให้ไปรวมกันที่ศาลาเพื่อนัดหมายกำหนดการต่าง ๆ จากนั้นจึงปล่อยให้เด็ก ๆ ทุกคนออกมาพบผู้ปกครองเพื่อทำการโกนศีรษะและคิ้วพร้อมกับพระพี่เลี้ยง
เมื่อถึงเวลามนตรีจึงนั่งลงที่เก้าอี้และพนมมือญาติพี่น้องทุกคนก็จะตัดผมลงใส่ใบบัว เมื่อตัดผมครบทุกคนแล้ว พระพี่เลี้ยงก็จะทำการโกนศีรษะและคิ้วจนเกลี้ยง จากนั้นจึงอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย นุ่งผ้าขาวและเข้าโบสถ์อบรมและทำกิจวัตรประจำวันในช่วงเข้าค่ายกันต่อไป
3 วันต่อมาวันนี้เป็นวันกำหนดการบรรพชา ทุก ๆ ครอบครัวก็จะเตรียมตัวมากันตั้งแต่เช้า ต่างก็เตรียมข้าวปลาอาหารทั้งคาวทั้งหวาน ขนมนมเนย ผลไม้ มาถวายเป็นกุศลกันต่าง ๆ นานา จากนั้นจึงมีเสียงประกาศบอกให้นาคทุกคนเข้าโบสถ์เพื่อทำพิธีการบรรพชา พ่อแม่พี่น้องทุกครอบครัวต่างชะเง้อมองหานาคของตนว่าอยู่ตรงไหนด้วยความตื่นเต้น
เมื่อทำพิธีเสร็จก็จะให้นาคทุกคนมานั่งเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบโดยมีผ้าไตรวางอยู่บนพานตรงหน้าระหว่างบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อให้นาคทำความเคารพ จากนั้นจึงให้ก้มลงกราบขอขมาแด่บุคคลนั้น โดยนาคมนตรีได้ก้มลงกราบเพ็ญผู้เป็นมารดา จากนั้นผู้มีพระคุณที่อยู่ตรงหน้าก็ยกพานถวายให้กับนาคเพื่อนำไปทำพิธีบรรพชาในโบสถ์ต่อไป
จากนั้นเมื่อนาคทุกคนเข้าโบสถ์ก็จะมีตัวแทนของนาคนำกล่าวคำบรรพชา ซึ่งนาคมนตรีได้รับเกียรตินั้น เนื่องจากเป็นคนที่สวดมนต์ได้คล่องที่สุด
เมื่อกล่าวคำขอบวชเสร็จ นาคแต่ละคนก็เดินเข่าเข้าไปหาหลวงพ่อเจ้าคณะอำเภอที่เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านก็จะคล้องพระอังสะสีเหลืองสวมคอให้ และให้พระพี่เลี้ยงก็จะช่วยนุ่งห่มสบง จีวรจนครบทุกคน จากนั้นหลวงพ่อก็ให้โอวาทแก่สามเณรใหม่ เมื่อหลวงพ่อท่านให้โอวาทเสร็จก็จะให้ลงไปโปรดญาติพี่น้องที่มารออยู่ด้านนอก
สามเณรมนตรีลงไปแล้วเจอกลุ่มญาติพี่น้องของตน ทุกคนต่างก้มลงกราบ จนสามเณรมนตรีเขินอาย โดยเฉพาะอุ้ยมีที่รักหลานมาก เพราะเลี้ยงดูมาตั้งแต่น้อย ตั้งแต่เพ็ญหนีความลำบากไปทำงานหาเงินที่เมืองกรุง แกตักน้ำส้มป่อยจากสลุงมาล้างเท้าให้สามเณรมนตรีด้วยความรักความศรัทธา จนน้ำตาแห่งความปลื้มปิติไหลเอ่อล้นลงแก้มทั้งสองข้าง พร้อมทั้งบอกกับสามเณรมนตรีว่า
"อุ้ยมีบุญตี้ได้บวชหลาน ได้หันผ้าเหลือง ขอหื้อพระตั้งใจเฮียนหนังสือ ตั้งใจ๋เล่าธรรม อุ้ยบ่ห่วงหยังล่ะ อุ้ยมีความสุขขนาด"
(อุ้ยมีบุญที่ได้บวชหลาน ได้เห็นชายผ้าเหลือง ขอให้พระตั้งใจเรียนหนังสือ ศึกษาพระธรรม ต่อไปนี้อุ้ยจะไม่ห่วงอะไรอีกแล้ว อุ้ยมีความสุขมาก)
เมื่ออุ้ยมีพูดจบก็มีเสียงไอตามมา สามเณรมนตรีไม่ได้พูดอะไรต่อ ได้แต่ยืนมองดูร่างกายที่ห่อหุ้มด้วยเสื้อสีขาวแขนสั้นและผ้าซิ่นสีชมพูอ่อนที่แม้นว่าจะปกปิดแนบชิดขนาดไหนแต่ก็ยังพอเห็นอินทรีย์ร่างอันเหี่ยวแห้งตามใบหน้า ฟังเสียงไอแหบ ๆ ของผู้ดูแลเลี้ยงดูป้อนข้าวป้อนน้ำแต่เด็ก พลางนึกถึงคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า "กัมมุนา วัตติ โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"
"กฤดาการ"
ติดตามชีวิตมนตรี
ตอบลบ