"บ้านใหม่"
สายลมพัดที่ปฏิบัติหน้าที่โบกทั้งโยกทั้งไหว ปลิวสิ่งแวดล้อมทุกอย่างโดยเฉพาะยอดไม้สูง ๆ ของต้นมะพร้าว ต้นไผ่ให้โอนเอนอ่อนไหว ราวกับใครเอาเชือกมาผูกแล้วแกว่งไปตามแรงมือ ต้นสักที่ผลัดใบจนเหลือแต่ใบอ่อน ๆ ต้นสะเดา ต้นขนุน ต้นลำไย ก็พลิ้วไหวไปตามแรงวายุควบคู่ไปกับเสียงร้องของฟ้าที่มืดคลื้มในช่วงใกล้เที่ยงของวันเสาร์วันหนึ่ง ซึ่งพอจะทำให้บรรดาเหล่าเกษตรกรได้เกิดรอยยิ้มที่มุมปากบ้าง...
แต่ก็แค่นั้นมาสักประเดี๋ยวก็หาย กลับกลายแปรเปลี่ยนเป็นแสงแดดที่ส่องสว่างด้วยอุณหภูมิที่น่าจะสูงขึ้นกว่าเดิมพอให้ดีใจเล่น ไม่รู้ว่าเทวดาบนสวรรค์ชั้นฟ้าท่านคิดอะไรอยู่ ทำไมจึงแกล้งขยี้หัวใจคนทำมาหากินยังชีพด้วยพืชไร่ พืชสวนได้ถึงเพียงนี้ เปรียบเสมือนสาวน้อยนางหนึ่งที่หน้าตาสวย น่ารัก กิริยาดี มีเสน่ห์ ชวนให้หลงไหล ใครเห็นก็อยากเปล่งวาจาด้วย บางคนถึงกับกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพ้อไปถึง 3 วัน 7 วันก็มี พอเขาจะรักจริง กลับปฏิเสธไปว่ามีคนที่ชอบแล้ว ทิ้งกันไปกลางทางเสียดื้อ ๆ หลอกให้อยากแล้วก็จากไป ปล่อยให้เขาเป็นบ้าเพราะไข้ใจอยู่คนเดียว...
ความเจริญทางวัตถุได้เข้ามายังชนบทมากมายไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าที่เปลี่ยนท้องฟ้าจากสีดำให้มีแสงสว่างสีทองยามค่ำคืน หรือหลาย ๆ บ้านมีโทรทัศน์หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า "Television" พูดย่อ ๆ ก็คือ "TV" ไว้รับชมรับฟังข่าวสารบ้านเมือง ดูละคร ทัศนารายการต่าง ๆ ที่สร้างความบันเทิง ไว้พักผ่อนจากการทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย แทนพวกลิเก หรือหนังกลางแปง รวมทั้งมหรสพอื่น ๆ ที่หาดูได้เพียงตามงานวัดในสมัยก่อน.
บ้านบางหลังมีเป็นจอขาวดำ บ้านบางหลังก็มีเป็นจอสี ซึ่งแน่นอนราคาแพงกว่าจอรุ่นไว้ทุกข์ สังเกตง่าย ๆ ว่าหากบ้านไหนมีโทรทัศน์ จะมีเสาไม้ไผ่สูง ๆ ติดด้วยเหล็กอลูมิเนียมที่เชื่อมต่อสายไฟพ่วงเข้ามายังตัวเครื่องเรียกว่า "เสาอากาศรับสัญญาณ" ทำให้เห็นภาพจากจอทีวีได้อย่างชัดเจน หากช่วงไหนที่ภาพไม่ชัด ก็จะเห็นท่านผู้ชมทำหน้าหงุดหงิดปีนขึ้นบนหลังคาบ้านไปหมุนเสาอากาศพลางตะโกนถามผู้ที่อยู่ข้างล่างว่า "ชัดหรือยัง" ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะได้ภาพที่สดใส
ถนนหนทางที่ได้รับการพัฒนาเป็นลาดยางแทนถนนลูกรัง สร้างความสะดวกสบายให้กับทุกคนที่สัญจรไปมา ไม่เป็นฝุ่นในฤดูแล้งและไม่เป็นโคลนตมในฤดูฝน
เครื่องใช้ไม้สอยต่าง ๆ เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตผู้คน เช่น เตาไฟ ซึ่งก่อนหน้านี้จะใช้เพียงก้อนหินสามก้อนมาวางไว้แล้วจุดไฟเผาด้วยฟืนให้ไฟคลุมอยู่ในนั้นเรียกว่า "ก้อนเส้า" ต่อมาก็มี "เตาอั้งโล้" เข้ามา ซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะมาจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ มีคุณสมบัติที่ดีกว่าก้อนเส้าคือเมื่อจุดไฟประกอบอาหารเศษฟืนที่เสร็จจากการเผาไหม้จะกลายเป็น "ขี้เถ้า" ก็จะตกลงในช่องของเตาทำให้ไฟแรงอย่างต่อเนื่อง และต่อมาได้พัฒนาขึ้นไปอีกคือมี "เตาแก๊ส" เข้ามาแทนซึ่งสะดวกสบายกว่าเดิมมาก ไม่ต้องก่อไฟ,ไฟแรงสม่ำเสมออยู่ที่เราจะปรับให้หนักเบาแค่ไหน อีกทั้งยังไร้ควัน คุณแม่บ้านจึงชอบเตาแก๊สมาก...
แม้ว่าความเจริญด้านวัตถุต่าง ๆ จะเข้ามาในหมู่บ้าน มาเปลี่ยนแปลงวิถีความเป็นอยู่ แต่ก็ยังทำให้ชาวบ้านหลาย ๆ คนใช้ชีวิตแบบเดิม ๆ อย่างต่อเนื่อง เป็นชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ เลี้ยงหมู เลี้ยงวัว เลี้ยงควายเหมือนเดิม ซึ่งอาจจะมีการปรับเปลี่ยนบ้างตามยุคตามสมัยบ้าง แต่ก็ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ไม่ต้องเร่งรีบเหมือนคนในเมือง อยากไปดูท้องนากี่โมงก็ได้ ไม่ได้เจ้านายมาสั่งการ ใช้ชีวิตอย่างอิสระ อาภรณ์ที่สวมใส่ไม่ต้องหรูหราราคาแพง เป็นของเก่า ๆ ที่พอปกปิดร่างกายและกันแดดเพียงเท่านั้น...
"แสงเดือน ข้าวหนมเส้นถ้วยเด้อ"
"ของน้องเส้นใหญ่ถ้วย ข้าวหนมเส้นถ้วย บ่เอาถั่วงอก"
"ของลุงเอาเส้นใหญ่"
"ของป้าเอาเส้นใหญ่ใส่ถุง เดียวป้ามาเอา"
"ได้เจ้า รอกำเด้อเจ้า"
"ได้เจ้า รอกำเด้อเจ้า"
เสียงของผู้คนที่ครึกครื้น จากการสั่งข้าวซอยน้ำเงี้ยว ทั้งที่รับประทานเป็นถ้วย และสั่งใส่ถุงพลาสติกกลับไปที่บ้าน ที่ฟังดูเหมือนจะวุ่นวาย แต่ทำให้แสงเดือนนั้นวุ่นวายตามเสียงไม่ กลับกันเธอกลับมีรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมมากมายเหลือเกินที่ผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามาในร้านกันวันนี้
กว่า 4 เดือนแล้วที่แสงเดือนเปิดร้าน ซึ่งกิจการไปได้สวย ขายหมดทุกวัน เพราะเธอเป็นคนขยัน ตื่นแต่เช้าตั้งแต่ไก่โห่ไปตลาดเอง เลือกวัตถุดิบที่ดี เนื้อหมูก็เลือกจากเจ้าประจำที่สด ใหม่ อยู่เสมอ เมื่อทำออกมาแล้วรสชาติดี จึงทำให้ลูกค้าติดอกติดใจแวะเวียนมากันทุกวัน
นอกจากนี้เธอยังเป็นคนที่มีจิตใจเมตตา ใครไปไหนมาไหน ไม่ว่าจะเป็นคนแถวบ้าน ผู้เฒ่าผู้แก่ ลูกเด็กเล็กแดง จะยากดีมีจนขนาดไหนก็ตาม หรือแม้กระทั่งคนหาบของเร่ ทั้งพวกที่มาจากต่างอำเภอหรือจากต่างจังหวัด บางครั้งก็มาจากแถวอีสานก็มี ซึ่งส่วนใหญ่จะมาขายพวกอาหารทะเล พวกยารักษาโรคสมุนไพร พวกผ้าซิ่น มาถึงร้านเธอให้การต้อนรับอย่างดีเสมอ มาแวะนั่งพักที่ร้านเธอก็ให้พัก จะดื่มน้ำเธอก็ไม่ว่า บางครั้งรู้ว่าเดินทางมาไกลเห็นแล้วรู้สึกเห็นอกเห็นใจตามประสาคนค้าขายด้วยกัน เธอยังตักลอดช่องกะทิใส่ถ้วยโรยด้วยน้ำแข็งไสเย็น ๆ ให้รับประทานอย่างชื่นใจโดยไม่คิดเงินอีกด้วย
ซึ่งภายหลังการค้าขายเธอยังพัฒนาขึ้นไปอีกไม่ได้ขายเพียงข้าวซอยน้ำเงี้ยวอย่างเดียว แต่ยังมีของหวานเป็นลอดช่องน้ำกะทิ ถ้วยละ 3 บาทเสริมด้วย ตามที่อ้ายจูคนหล่อคารมดีบอก "ทานคาวไม่ทานหวาน สันดานไพร่" ไม่รู้ว่าสรรหาคำพูดจากที่ไหนมา แต่แสงเดือนก็ชอบ เพราะขายแล้วได้สตังค์
นอกจากนี้เธอได้จ้าง "ศรีนวล" เด็กสาววัยรุ่นแถวบ้านที่เพิ่งเรียนจบชั้นมัธยม 3 มาเป็นผู้ช่วย ทั้งยกเสิร์ฟ ทั้งล้างแก้วน้ำ ล้างชาม ตลอดปัดกวาดเช็ดถูร้าน โดยเธอให้ค่าจ้างวันละ 100 บาท และถ้าเป็นวันเสาร์ - อาทิตย์ก็จะมีศักดิ์มาช่วยอีก โดยที่เขาไม่ได้เรียกร้องค่าแรงอะไร ทำให้เธอเบาแรงขึ้นอีกเยอะ...
ส่วนเพ็ญหน้าที่การงานในกรุงเทพฯ ก็ดี ด้วยความขยันกับความซื่อสัตย์ของเธอนั้น ทำให้นายจ้างเอ็นดูเธอมากกว่าลูกจ้างทั่วไปเสียอีก บวกกับช่วงนี้ที่กิจการของเฮียกับเจ๊ขายดีมากทั้งร้านใหญ่ ร้านเล็ก ซึ่งต่อมาเฮียยังได้ขยายกิจการโดยเปิดร้านสังฆทาน ขายพวกของใช้ในวัด ของพระสงฆ์ อย่างผ้าไตรจีวร บาตร หนังสือสวดมนต์ ตลอดจนของทำบุญทุกอย่าง เช่น ธูปเทียนสังฆทาน ทองคำเปลว เป็นต้น ยิ่งกิจการของเจ้าของร้านเจริญก้าวหน้าเท่าไหร่ก็ยิ่งส่งผลดีกับลูกจ้างอย่างเธอมากเท่านั้น เพราะเธอมักจะได้เงินพิเศษบางทีก็เป็นของใช้ ของแถม จากการขายของอยู่เสมอ...
ถึงตอนนี้เพ็ญเก็บเงินได้ค่อนข้างมาก แม้ว่าอาจจะไม่ถึงกับร่ำรวย แต่มันก็สามารถทำให้เข้าใกล้ความฝันของเธออยู่ได้บ้าง โดยตลอดที่ผ่านมา เธอส่งไปให้ที่บ้านน้อยกว่าเดิม เนื่องจากอุ้ยมีขอร้องว่าให้เก็บเงินไว้ เพราะแสงเดือนขายของ ที่บ้านมีรายได้ดี จึงไม่ต้องใช้เงินของเพ็ญเป็นหลักแล้ว
ซึ่งความฝันของเธอตั้งแต่วัยเด็กก็คือ "บ้าน" ความสุขเพียงหนึ่งเดียวที่เธอต้องทำให้สำเร็จ ซึ่งเป็นเหตุผลที่เธอดิ้นรนที่เข้ามาทำงานที่เมืองหลวง แม้ว่ามันจะเหนื่อยสักแค่ไหนก็ตาม แต่เพื่อให้ทุกคนสุขสบาย ไม่ต้องทนอยู่กับบ้านไม้ไผ่เก่า ๆ ทรุดโทรม ที่ลมพายุฝนมาเมื่อไหร่ ทำให้ทุกคนต้องสะดุ้ง ใจคอไม่ดี อกสั่นขวัญแขวน กังวลกลัวว่าบ้านจะปลิว จะพัง จนไม่มีที่หลับที่นอน
นั่งคิดนอนคิดตามจินตนาการ อันน่าจะเป็นไปได้เรื่อย ๆ ตกเย็นหลังเลิกงานเธอจึงขออนุญาตใช้โทรศัพท์จากนายจ้างผู้ใจดีอย่างเจ๊ โทรไปหาที่บ้าน โดยโทรไป 2 รอบเช่นเดิม คือรอบแรกโทรไปบ้านผู้ใหญ่บ้าน ขอให้คนทางบ้านผู้ใหญ่ ไปเรียกอุ้ยมีหรือพี่แสงเดือนมารับสาย รอสัก 10 นาทีก็โทรไปใหม่ คราวนี้ก็คุยกันทั้งผู้เป็นแม่และพี่สาวและลูกชายวัยน่ารักวัยซุกซนอย่างมนตรี
"แม่สบายดีก่อเจ้า บ้านเฮาเป๋นใดพ่อง" (แม่สบายดีไหม ที่บ้านเราเป็นอย่างไรบ้าง)
"สบายแต๊ ก็บ่าสบายอย่างเก่า เจ็บหลัง เจ็บแอว จ่วยอี่ปี้มึงขายข้าวซอยนะกะ" (สบายก็ไม่สบายเท่าไหร่ เจ็บหลังเจ็บเอว ช่วยพี่แสงเดือนขายข้าวซอยนะสิ)
"ปี้แสงเดือนขายข้าวซอยม่วนก่อ มีตังค์หลายละก้า" (พี่แสงเดือนขายข้าวซอยดีไหม สงสัยจะมีเงินเยอะแล้ว)
"ม่วนก็ม่วนอยู่ แล้วจะได" (ขายดีอยู่ แล้วมีอะไร)
จากนั้นเพ็ญจึงขอคุยโทรศัพท์กับแสงเดือน โดยที่สองพี่น้องคุยกันถึงเรื่องที่สร้างบ้านปูนใหม่แทนบ้านไม้ไผ่ ซึ่งแสงเดือนบอกว่า...
"ปี้มีสตังค์เก็บแค่บ่กี่พัน"
(พี่มีเงินเก็บในตอนนี้แค่ไม่กี่พันบาท)
ส่วนเพ็ญบอกว่า
"บ่าเดี่ยวนี้น้องมี 2 หมื่นน้อย ๆ"
(น้องมีแค่สองหมื่นนิด ๆ)
แสงเดือนคุยต่อ
"รอหื้อมีตังค์แหมน้อยก่อยแป๋งบ่ ปี้กับแม่จะอดอยู่ไปก่อน"
(รอให้มีเงินมากอีกหน่อยดีไหมค่อยสร้าง พี่กับแม่จะอดทนอยู่ไปก่อน)
เพ็ญตอบไปว่า
"แป๋งตอนนี้เลย มีเงินน้อยก็อยู่แบบน้อย ๆ ไปก่อน เฮาก็ไม่ได้แป๋งหลังใหญ่แต๊ว่า
แป๋งปอหลบแดด หลบลม หลบฝน ขอหื้อมีเสา มีผนังกั้น มีหลังคา ประตู หน้าต่างก่อน
งามบ่างามเอาไว้ทีหลัง ตี่เหลือรอหื้อมีสตังค์ก่อยแป๋งเพิ่มแหมก่อได้"
(สร้างตอนนี้เลย มีเงินน้อยก็สร้างแบบน้อย ๆ ไม่ต้องเอาหลังใหญ่ สร้างพอหลบแดด หลบลม หลบฝน ให้มีเสา มีผนัง มีหลังคา ประตู หน้าต่างก่อน มีเงินเพิ่มค่อยสร้างทีหลังเอาก็ได้)
แสงเดือนบอกว่า
"ขอกึ๊ดผ่อบึด จะอู้กับแม่ จะไดพูกน้องก็โทรมาแหมกำเด้อ"
(ขอคิดดูก่อน ขอคุยกับแม่อีกที อย่างไรก็ตามพรุ่งนี้ให้น้องโทรมาอีกทีนะ)
หลังจากวางสายโทรศัพท์แสงเดือนกับอุ้ยมีก็คุยกันเรื่องนี้ต่อที่บ้าน ซึ่งแรก ๆ ก็คิดเหมือนกันคือจะเป็นภาระให้เพ็ญหนักเกินไปหรือเปล่า แม้ว่าเพ็ญจะมีเงินเก็บกับเงินขายของของแสงเดือน คิดดูแล้วไม่น่าจะพอ ไหนจะค่าวัสดุ ไหนจะค่าแรงอีก ซึ่งก็แพงเอาการ แต่ด้วยความตั้งใจของเพ็ญและความจำเป็นของทุกคน จึงเป็นอันตกลงว่าจะสร้าง "บ้านใหม่"
หลังจากที่คุยโทรศัพท์กันในวันต่อมา เมื่อคุยกันเป็นที่เข้าใจกันแล้ว 2 วันให้หลังเพ็ญจึงส่งเงินไปที่บ้านทางธนาณัติเป็นจำนวน 3 หมื่นกว่าบาท ซึ่งอีกหมื่นหนึ่งเพ็ญขอยืมเจ๊ โดยที่ให้เจ๊หักจากเงินเดือนเดือนละ 500 บาทเป็นเวลา 20 เดือน โดยเจ๊ก็ใจดีใจกว้างเหมือนแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ไม่คิดดอกเบี้ยสักบาท เพราะเห็นแก่เพ็ญที่เป็นลูกจ้างที่ซื่อสัตย์ ขยันทำงานและมีความกตัญญู ดูแลบุพการี ไม่นำเงินไปใช้ในทางที่ผิด อย่างน้อยก็เป็นสัญญาใจที่ผูกมัดไม่ให้เพ็ญหนีไปทำงานที่ไหน เพราะลูกจ้างดี ๆ โดยเฉพาะคนซื่อ ๆ ใส ๆ สมัยนี้หายาก
อีกสัปดาห์ต่อมาหลังจากที่ได้รับเงินจากเพ็ญแล้ว แสงเดือนก็ได้ว่าจ้างสล่า(ช่าง)มารื้อบ้าน โดยที่เธอไม่ได้เปิดร้านขายข้าวซอย เพราะต้องกำกับดูแลการทำงานของสล่า ได้ย้ายที่นอนและเก็บข้าวของไว้ที่ยุ้งฉางที่ได้ต่อเติมพื้นและหลังคาชั่วคราวไว้ บ้านของแสงเดือนที่อยู่ในสภาพเก่า จึงใช้เวลาเพียงแค่ 2 วันในการรื้อถอน...
ลักษณะของบ้านปูน เธอได้ออกแบบใช้พื้นที่ของตัวบ้าน 60 ตารางเมตร มีเสา 8 ต้น พื้นปูน ก่อด้วยอิฐบล็อกซึ่งหากนับเป็นจำนวนก้อนจะราคาถูกกว่าดินกี่(อิฐมอญ) ตัวขื่อ ตัวจั่วบ้านใช้ไม้ประดู่จากสวนของน้าคำ ซึ่งเป็นญาติเดียวกันเขาให้มา หลังคาเป็นสังกะสี มี 2 ห้องนอน ห้องละ 3 x 3 เมตร ไม่ได้ทาสี ไม่มีห้องน้ำในบ้าน ใช้ห้องน้ำเดิมที่อยู่นอกบ้าน ส่วนห้องครัวก็ใช้ร้านข้าวซอย ใช้เวลาสร้างไม่นาน แค่เดือนกว่า ๆ ก็เสร็จตามสภาพของเงินเท่าที่มี อย่างน้อยก็ทำให้บุคคลทั้ง 3 ชีวิต รวมเพ็ญด้วยเป็น 4 ชีวิต สบายใจ ไม่ต้องพะวักพะวงถึงลมพายุที่จะมาอีก...
ตลอดระยะเวลาที่สร้างบ้าน เพ็ญจะโทรไปหาที่บ้านทุกวัน วันละ 5 นาทีบ้าง 10 นาทีบ้าง ให้อุ้ยมีหรือแสงเดือนเล่าให้ฟังถึงเรื่องบ้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าใช้จ่าย การทำงาน ปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ การดูแล ซึ่งแสงเดือนบอกว่าเลี้ยงข้าวซอยทุกวัน จนหน้าใบหน้าของสล่าเหี่ยวเหมือนเส้นขนมจีนเลย
ทุกคนดีใจเหลือเกินแม้กระทั้งมนตรีที่แม้ว่าจะเป็นเด็กไร้เดียงสาที่ความรู้สึกนั้นอาจจะไม่เหมือนกับผู้ใหญ่แต่ทุกคนก็มองเห็นว่าเขาดีใจ แม้ว่าเคหาสน์หลังนี้จะไม่ใหญ่โตเหมือนใคร แต่มันก็เกิดจากน้ำพักน้ำแรง หยาดเหงื่อแรงกายของทุกคนที่ร่วมกันสร้างโดยที่ไม่ได้ไปโกงหรือขโมยใครเขามา
เมื่อพี่แสงเดือนบอกเพ็ญจากการคุยโทรศัพท์ที่มีให้บริการที่ห้องเช่าในช่วงค่ำว่า "บ้านเราเสร็จแล้ว" พลันนั้นน้ำตาแห่งความปลื้มปิติก็ไหลเอ่อลงบนแก้มทั้งสองข้าง เธอคิดในใจว่า "จะขออนุญาตเจ๊ลางาน เพื่อกลับไปบ้านสัก 4 - 5 วัน เพราะเกือบ 2 ปีแล้วที่ไม่ได้กลับ ที่บ้านคงจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมาก" เธอจึงมองออกไปบนท้องฟ้าในยามราตรีนั้น พลางนึกถึงเพลงเพลงหนึ่งขึ้นมา...
"มองดูดวงดาวก็คงเป็นดาวดวงเดียวกัน มองดูดวงจันทร์ก็เหมือนกับจันทร์ที่บ้านเรา ยามนี้ฉันเหงา คิดถึงบ้าน
มองดูท้องฟ้าก็ยังเป็นฟ้าพื้นเดียวกัน มองดูดวงตะวันก็ยังส่องแสงไปบ้านฉัน ยามฟ้ามืดครึ้ม คิดถึงบ้าน
อยู่ในเมืองกรุงก็คงวุ่นวายและวกวน มีแต่ผู้คนก็เหมือนกับคนไม่รู้จักกัน ชีวิตผกผัน คิดถึงบ้าน
มองไปทางใดก็มีแต่ตึกสูงสวยงาม แต่ใจคนไม่งามเหมือนกับคนที่บ้านเรา ยามนี้ฉันเหงา คิดถึงบ้าน..."
"กฤดาการ"
เอาใจช่วยเพ็ญนะ สู้ๆๆ
ตอบลบ