"กลับบ้าน"

ดอกราชพฤกษ์ที่เหลืองสดใสหลากหลายต้น ที่สถิตอยู่ตามสองข้างทางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ พัดไหวร่วงหล่นอยู่ตามรายทาง ที่ดูสวยงามราวกับใครนำสีมาฉาบลงบนพื้นถนน ประกอบกับท้องฟ้าเปิดโดยแสงสุริยันที่ส่องลงมา เปล่งประกายในเช้าวันหนึ่ง

ริมข้างทางที่ไกลห่างจากหมู่มวลดอกสีเหลืองที่คนเหนือเรียกว่าดอกลมแล้ง เบื้องหน้าเป็นตลาดที่ผู้คนจับจ่ายซื้อของสดพวกเนื้อหมู เนื้อไก่ ผักหลากชนิด รวมทั้งพวกกับข้าว เช่น แกงอ่อม น้ำพริกหนุ่ม ไส้อั่ว และอีกมากมาย ขนมหวานชนิดต่าง ๆ เช่น ข้าวมัน ขนมชั้น ขนมลิ้นหมา ของแห้งก็มีทั้ง พริก กระเทียม ปลาแห้ง ตลอดจนของใช้ต่าง ๆ พวกกะละมัง ตะกร้า ถังน้ำ แม้กระทั่งเสื้อผ้าก็ยังมีจำหน่าย แม้ว่าจะเป็นเพียงตลาดเล็ก ๆ ของหมู่บ้าน แต่บางครั้งก็มีคนต่างหมู่บ้านมาจับจ่ายซื้อสินค้า ท่ามกลางเสียงจอแจที่ครื้นเครงของชาวบ้าน ใครมีข่าวสารอะไรมาก็มาเล่าสู่กันฟัง ทั้งเหตุบ้านการเมือง ใครทะเลาะกับใคร ใครมีเลขเด็ด ใครเป็นชู้กับใคร ละครเมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้าง ใครทำอะไรดีอะไรผิด ทุกคนก็จะรู้หมด เรียกได้ว่าตลาดนั้นคือสถานที่ "ศูนย์กลางการกระจายข่าว" ที่เป็นของคู่กันชนิดที่คงแยกจากกันไม่ออก

ถัดจากตลาดก็จะเป็นบ้านของชาวบ้านที่เรียงรายกันมากมายหลายหลังตามฐานะ มีชั้นเดียวบ้าง สองชั้นบ้าง มีตั้งแต่บ้านไม้ บ้านปูน บางหลังก็เป็นไม้ไผ่ซึ่งมีน้อยเพราะหลาย ๆ ครอบครัวเปลี่ยนเป็นบ้านปูนที่มีความคงทนมากกว่า ตามยุคตามสมัยกันเกือบทั้งสิ้น

ถนนหนทางก็แปรสภาพจากถนนลูกรังที่เป็นหลุมเป็นบ่อในฤดูแล้งที่เต็มไปด้วยละอองฝุ่น ฤดูฝนก็มากไปด้วยโคลนตม เป็นถนนลาดยางที่แน่นหนา โดยเชื่อมต่อทั้งสองหมู่บ้านทำให้การสัญจรไปมาหาสู่กันได้ดีไม่มีอุปสรรค

ซึ่งเส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่เพ็ญกำลังจะเดินเข้าบ้านมาสูดอากาศบริสุทธิ์ตามท้องทุ่งบ้านนอกครั้งแรกในรอบสองปีกว่า ๆ หลังจากที่เธอไปทำงานใช้ชีวิตที่เมือง "บางกอก"

เธอมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความเจริญทางวัตถุขึ้นมาก ตั้งแต่วันที่เธอเดินออกจากหมู่บ้านไปพร้อมทั้งเอื้อง สา ขจร สมรักษ์ หน้อยสม ชนิดจากหน้ามือเป็นหลังมือ วันที่ไปมีหกคน และในวันนี้เธอกลับมาเพียงคนเดียว โดยที่คนอื่น ๆ ก็กลับมาบ้างแต่ก็ไม่บ่อยครั้ง

สาเหตุที่เพ็ญกลับมาบ้านครั้งนี้ได้ เนื่องจากเธอคิดถึงบ้าน เคยขอเจ๊หลายครั้ง แต่ได้รับการร้องขอว่าให้อยู่ช่วยงานก่อน ไม่ว่าจะช่วงวันธรรมดาหรือเทศกาล แต่ครั้งนี้เธอบอกว่าจะขอกลับไปดูแม่ด้วย เนื่องจากวันก่อนได้คุยโทรศัพท์กับทางบ้าน พี่แสงเดือนบอกว่า "อุ้ยมีมีอาการไอหนักมาก พาไปโรงพยาบาล หมอบอกว่า ปอดไม่ค่อยดี เนื่องจากอุ้ยมีบอกว่าแกสูบบุหรี่มาตั้งนานแล้วปอดจึงไม่ปกติ" จึงขออนุญาตลางานเป็นเวลา 1 อาทิตย์ ซึ่งเจ๊ก็เข้าใจ

เมื่อก้าวลงจากรถโดยสารประจำทางกรุงเทพฯ - แม่สาย ที่ออกเดินทางจากสถานีหมอชิตมาถึงเมืองเหนือสุดในสยาม ตลอดทั้งคืนตั้งแต่หกโมงเย็นจนถึงรุ่งสางร่วม ๆ 12.00 ชั่วโมง เธอใช้วิธีเดินเท้าเข้าไป โดยไม่ได้เรียกรถรับจ้างให้เข้าไปส่ง หอบของพะรุงพะรัง ทั้งกระเป๋าเสื้อผ้า และกล่องลัง ซึ่งจากปากทางหมู่บ้านจนถึงบ้านเธอมีระยะทางหนึ่งกิโลเมตรกว่า ๆ แต่พอเดินเลยตลาดไปได้สัก 300 เมตรก็พบอ้ายจูขับมอเตอร์ไซค์สวนทางมาพอดี แกมีน้ำใจไปส่งเพ็ญถึงที่บ้าน โดยที่ไม่ได้เรียกร้องค่าส่งอะไร

พอถึงบ้านเธอรีบขอบคุณอ้ายจู พร้อมทั้งเชิญเข้าบ้านแต่เขาปฏิเสธเพราะรีบไปทำธุระที่อื่นต่อ เบื้องหน้ามองเห็นต้นกระท้อน ต้นมะขาม ต้นขนุนที่กำลังติดลูก ดอกไม้ที่อุ้ยมีปลูกไว้ก็มีดอกพุด ดอกราตรี ดอกหงอนไก่ ที่แกมักจะเด็ดนำไปบูชาพระทุกครั้ง ตลอดจนต้นเทียนที่ปลูกไว้เป็นรั้วกั้นเพื่อสร้างเป็นกำแพงไว้เป็นอาณาเขต ร้านข้าวซอยของพี่แสงเดือน ที่จัดวางโต๊ะเก้าอี้อย่างเป็นระเบียบ ภายในโล่ง สะอาดตา ยุ้งฉางเก็บข้าว และ "บ้านปูน" ที่เธอสร้างด้วยน้ำพักน้ำแรงของเธอร่วมกับครอบครัว

เธอกลับมาบ้านครั้งนี้ไม่ได้มาตัวเปล่า นอกจากเงินเก็บที่ตั้งใจมาให้อุ้ยมีและกระเป๋าเสื้อผ้าแล้ว ยังมีพวกของอื่น ๆ ที่บรรจุใส่ในกล่องลัง ทั้งเสื้อคอกระเช้า ผ้าซิ่น ของผู้เป็นแม่ เสื้อทรงสตรีพร้อมกางเกงขายาวของพี่แสงเดือน เสื้อกางเกงรูปการ์ตูนของมนตรี ตลอดจนขนมปังอบกรอบ ขนมอื่น ๆ ที่กินคู่กับโอวัลติน กาแฟ ของเล่นเด็ก รวมทั้งพวกอาหารทะเล ทั้งปลาหมึกแห้ง ปลาทูเค็ม กุ้งแห้ง กะปิ โดยที่เธอไม่ลืมที่จะแบ่งให้ญาติพี่น้อง เช่น น้าคำ ศักดิ์ ป้าทองดี รวมทั้งพ่อหลวงถาด้วย

พอชาวบ้านหลายคนเห็นเพ็ญกลับมาบ้านต่างก็เข้ามาเที่ยวหา มาถามไถ่ถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่นั้นว่าดีไหม ถ้าเงินดีจะบอกลูกหลานไปทำงานบ้าง เพราะอยู่บ้านก็ได้แต่ทำนา ทำสวนอย่างเดียว ได้เงินน้อย เพ็ญบอกว่า "เงินก็ดี แต่ต้องขยันทำงาน และประหยัดจึงจะมีเก็บ" เพราะที่นั้นมีที่เที่ยวเยอะ หากใครใจไม่อดทนก็อาจจะไม่มีเงิน...

ตลอดระยะเวลาที่เพ็ญอยู่ที่บ้านก็ไม่ได้อยู่เปล่า นอกจากเลี้ยงลูกชายอย่างมนตรีแล้ว เธอยังเป็นลูกมือช่วยแสงเดือนขายข้าวซอยตั้งแต่ตื่นเช้าไปซื้อหมู ตำน้ำพริก จัดร้าน และช่วยเสิร์ฟด้วยหากศรีนวลไม่ทันจริง ๆ...

"นี่เพ็ญ แม่นก่อ มาเมือใดนี่" (นี่เพ็ญใช่ไหม มาเมื่อไหร่) เสียงของสาวนางหนึ่งที่มากับคนอื่น ๆ อีก 3 คนชื่อว่า แมว, ผัด ,นา มาพร้อมมอเตอร์ไซค์อีกสองคัน ทักทายเพ็ญ ขณะเพ็ญกำลังตักของหวานอยู่

"มาวานซืนละ ไปยะก๋านตี่กรุงเทพ กึดเติงหาบ้าน ก็เลยลางานมาแอ่วบ้าน 4 5 วัน" (มาเมื่อสองวันก่อน ตอนนี้ทำงานที่กรุงเทพ คิดถึงบ้านก็เลยมาเยี่ยมบ้าน 4 - 5 วัน)

เพ็ญให้การต้อนรับทั้งสามคนอย่างอบอุ่นเนื่องจากเป็นเพื่อนกัน คุยกันถึงสารทุกข์สุกดิบตามประสาคนไม่ได้เจอกันนานร่วม ๆ ชั่วโมง ก่อนจะจากกันทั้งสามสาวชวนเพ็ญไปเที่ยวตลาดนัดที่อำเภอ แรก ๆ เธอก็ปฏิเสธเพราะว่าต้องการอยู่บ้านให้เต็มที่ และกลัวที่จะเจออัฐด้วย ยังไม่อยากไปไหน แต่พอคิดได้ว่า น่าจะไปเดินหาซื้อของกินอร่อย ๆ มากินร่วมกับทุกคนในบ้าน ส่วนเรื่องที่อาจจะเจอพ่อของมนตรี หวังว่าคงจะไม่เจอ จึงบอกอุ้ยมีไว้ว่าจะออกไปกับเพื่อน ๆ และ 5 โมงเย็นให้แมวมารับที่บ้านพร้อมกับผัดและนา

เมื่อถึงเวลานัด แมวก็ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ คริสตัลสีแดง และรถมอเตอร์ไซค์ยี่ห้อซูซูกิ อากีล่าร์สีดำของนา มาจอดที่บ้านเพ็ญ เมื่อทุกคนพร้อม จึงออกเดินทาง ซึ่งจากบ้านไปตลาดนัดจะมีระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร ใช้เวลาขับรถประมาณ 15 นาทีก็ถึงแล้ว

เมื่อถึงจุดหมาย ทุกคนก็หาซื้ออาหาร และขนมบางคนถูกใจเสื้อผ้า ก็ซื้อมากันคนละชุดสองชุด เดินเที่ยวเดินวนสัก 2 รอบ ดูสินค้าไปด้วย ดูบ่าวไปด้วย ร้านไหนที่พ่อค้าหน้าตาดีก็จะเลือกดูสินค้านานหน่อย ยิ่งพ่อค้าคนไหนหล่อและคุยเก่งละก็...อาจจะหมดเงินซื้อสินค้าไปหลายบาทจนลืมต่อเลยก็ได้ โดยเพ็ญได้ขนมไข่หงส์ ขนมเทียน แกงส้มไข่ปลาสวาย หลามบอนใส่หนังหมู เมื่อทุกคนได้ของที่ต้องการแล้วจึงชวนกันกลับ...


ในระหว่างทางขณะที่ทุกคนขับมอเตอร์ไซค์และคุยกันอย่างสนุกสนานประมาณครึ่งทาง จู่ ๆ ก็มีรถยนต์ 2 คันขับมาด้วยความเร็ว เบียดกันบนถนนหลวง โดยคันที่อยู่ทางซ้ายพยายามจะแซงขึ้นทางขวา แต่ดันแซงไม่พ้นเพราะความเร็วไม่พอจึงชนกันอย่างแรง เอี้ยดดดดดดด....โครม!!!

ยังไม่พอรถคันที่ชนนั้นควบคุมพวงมาลัยไม่อยู่ กระเด็นมาโดนมอเตอร์ไซค์ของแมวที่มีเพ็ญนั่งซ้อนท้าย ชั่วเวลาแห่งความเป็นความตายนั้น แมวเสียสติเพราะยังสะดุ้งกับภาพที่ผ่านไปเมื่อเสี้ยววินาที ไม่รู้จะบังคับรถอย่างไร พอรู้ตัวอีกทีเจ้าสองล้อก็หมุนเคว้งพุ่งลงร่องน้ำข้างทาง จนทั้งสองได้รับบาดเจ็บและไม่รู้สึกตัวอีกเลย ท่ามกลางสายตาและความตกอกตกใจของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น...


"แสงเดือน เห้ย แสงเดือน" เสียงป้าเสาร์เมียผู้ใหญ่บ้านเรียก

"เจ้า มีอะหยังเจ้า" (มีอะไรค่ะ)

"อี่เพ็ญ อี่เพ็ญ กับ อีแมวโดนรถจน" (เพ็ญกับแมวโดนรถชน)

"หา!!!" แสงเดือนตะโกนตกใจออกมาอย่างสุดขีด

"บะ บะ บะเดี่ยวนี้ มันมัน อยู่ไหนเจ้า" (ตอนนี้อยู่ที่ไหนเจ้า) แสงเดือนถามออกมาด้วยอาการสั่นพร้อมน้ำตา

"เขาเอามันไปส่งโฮงยาปู้น" (เขาพาเพ็ญไปส่งโรงพยาบาล)

"ป้าบอกป่อหลวงหื้อไปส่งน้องที่โฮงยาได้ก่อเจ้า น้องบ่มีรถ" (ป้าบอกผู้ใหญ่บ้านไปส่งน้องที่โรงพยาบาลได้ไหมคะ น้องไม่มีรถ)

"ได้ ๆ เดียวป้าบอกหื้อเน้อ" (ได้ ๆ เดียวป้าบอกให้)

จากนั้นอีก 10 นาทีต่อมา พ่อหลวงถาก็ขับรถมาจอดหน้าบ้านบีบแตรเสียงดัง เรียกแสงเดือน อุ้ยมี และมนตรี ขึ้นรถไปดูอาการของเพ็ญที่โรงพยาบาล ทุกคนที่อยู่ในรถมีสีหน้าที่ไม่ดีทั้งหมด ต่างภาวนาถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ด้วยความเป็นห่วงเพ็ญ ทั้งอุ้ยมีมารดาผู้ที่ให้กำเนิด แสงเดือนผู้เป็นพี่สาวที่โตด้วยกันมา มนตรีลูกชายแท้ ๆ ที่ไร้บิดาเลี้ยงดู ตลอดจนคนขับรถอย่างพ่อหลวงถาที่เป็นผู้ดูแลลูกบ้านทั้งหมด หากมีคนในหมู่บ้านเป็นอะไรไปสักคน แกย่อมไม่สบายใจ...

พอไปถึงโรงพยาบาลใกล้ ๆ กับเวลาที่ญาติของแมวที่มาถึง แสงเดือนบอกเจ้าหน้าที่ว่ามาหาน้องสาวชื่อเพ็ญที่โดนรถชน...

เธอบอกว่า "เพ็ญอยู่ห้องฉุกเฉินคุณหมอ กำลังทำแผลให้อยู่ ให้ญาติรออยู่ข้างนอก"

ทุกคนโล่งอกที่เพ็ญไม่ตาย จากนั้นจึงรออีกชั่วโมงหนึ่งก็เห็นพยาบาลเข็นรถพร้อมผู้ป่วยมา ทุกคนต่างลุกขึ้นมองเป็นสายตาเดียวกันหมด...

" เพ็ญ!!! " เสียงของแสงเดือนตะโกนอย่างดังลั่น จนญาติคนไข้คนอื่นหันมามอง...

พอพยาบาลไปส่งถึงเตียง ทุกคนจึงอยากจะคุยกับเพ็ญ แต่พยาบาลบอกว่า ให้คนไข้พักผ่อนก่อนเพราะเพิ่งให้ทานยาไป พยาบาลจึงบอกว่าเพ็ญหัวและข้อศอกแตกเย็บรวมไปทั้งหมด 34 เข็ม นอกนั้นมีแผลตามลำตัวจนถลอกปอกเปิก ร่างกายบอบช้ำโชคดีที่กระดูกไม่หัก แต่ต้องฉายแสงดูอีกที คงต้องนอนที่โรงพยาบาลอีก 2 - 3 คืน ส่วนคนที่ไปด้วยอาการหนักพอกัน เย็บตามร่างกายก็หลายเข็มพอสมควร

ทุกคนต่างโล่งอกโล่งใจกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านไป อย่างน้อยคุณพระคุณเจ้ายังช่วยคุ้มครองไม่ให้เพ็ญเป็นอะไรไปมากกว่านี้...

คืนนี้แสงเดือนบอกให้อุ้ยมีกับมนตรีกลับบ้านไปพร้อมกับพ่อหลวงถา ส่วนเธอจะอยู่ดูแลน้องสาวที่โรงพยาบาลเอง และบอกให้ศรีนวลไม่ต้องมาทำงาน เพราะจะปิดร้านอีกหลายวัน...

เมื่อชาวบ้านรู้ข่าวว่าเพ็ญถูกรถชน ก็มีคนไปเยี่ยมหาทั้งที่โรงพยาบาลบ้าง มาถามข่าวสารที่บ้านบ้างด้วยความเป็นห่วงเป็นใย บางคนก็ทำกับข้าวมาฝากอุ้ยมี บางคนก็ซื้อพวกอาหารบำรุงทั้งนมและผลไม้มาฝาก อีกทั้งให้กำลังใจ

3 วันต่อมา วันนี้คุณหมออนุญาตให้เพ็ญกลับไปพักผ่อนต่อที่บ้านได้ โดยจัดยาให้ทั้งยากิน ยาทา น้ำยาล้างแผลให้ แล้วให้มาพบอีกทีใน 7 วันข้างหน้าเพื่อมาเช็คร่างกายและตัดไหมที่เย็บ ส่วนค่าใช้จ่ายญาติของเจ้าของรถยนต์ที่ชนเขารับผิดชอบทั้งหมดและมอบเงินปลอบขวัญให้จำนวนหนึ่งพร้อมทั้งขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเพ็ญก็ไม่ได้ติดใจเอาความอะไร และปล่อยให้เจ้าของรถยนต์ทั้งสองคันคุยกันเอง

ก่อนที่เธอจะกลับบ้าน เธอได้โทรศัพท์ทางไกลไปหาเจ๊ที่กรุงเทพฯ เพื่อขออนุญาตลางานต่ออีก 10 วันเนื่องจากเกิดอุบัติเหตุดังกล่าว ซึ่งเจ๊ก็บอกว่าไม่เป็นไร รักษาตัวให้หายก่อนก็ได้ เธอซาบซึ้งน้ำใจของเจ๊อีกครั้ง แต่ก็อย่างว่าอุบัติเหตุใคร ๆ ก็ไม่อยากให้เกิด แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องทำใจ รักษาตัว และยอมรับผลของมันให้ได้...


-------------------


"แค่ก... แค่ก... แค่ก... แค่ก... แค่ก... แค่ก..."
"โอ้ย!!! มันจะไอหาตายหยังล้ำเหลือ" (จะไออะไรนักหนา) เสียงของอุ้ยมีบ่นรำคาญเสียงไอของตัวเองจนปวดคอมึนหัวไปหมด


"แม่...ไอถี่แล้วหนาบ่าเดี่ยว น้องว่าไปหาหมอแหมบ่" (แม่ไอหนักแล้วนะช่วงนี้ น้องว่าไปหาหมออีกครั้งไหม)

"บ่เป๋นหยังเลาะ" เสียงของอุ้ยมีตอบรับบอกว่า "ไม่เป็นอะไร" ในขณะที่มือกำลังจะจุดบุหรี่ขี้โยที่มวนด้วยใบตองแห้ง

"แม่ย้างบุหรี่พ่องบ่ น้องกลัวแม่เป๋นหยัง" (แม่หยุดบุหรี่ได้ไหม น้องกลัวว่าแม่จะเป็นอะไรไป)

อุ้ยมีเริ่มรำคาญเพ็ญที่ว่ากล่าวตักเตือนเรื่องนี้จึงเดินหนีไปอัดควันลงปอดแก้เครียดที่หลังบ้าน โดยที่แกก็รู้ตัวเองว่าอายุมากขึ้น เริ่มไม่สบาย โรคภัยไข้เจ็บก็ถามหาทุกวัน ๆ โดยเฉพาะอวัยวะภายใน เช่น ปอด ซึ่งมาจากสาเหตุที่แกสูบบุหรี่อย่างจัดมาตั้งแต่ครั้งเป็นหนุ่มเป็นสาว อยากจะหยุด แต่มันหยุดไม่ได้ เพราะถ้าหยุดมันเกิดอาการลงแดง ร่างกายสั่น ปวดหัว เหงื่อไหล อยู่ไม่เป็นสุข และอาจถึงขั้นชัก เมื่อใคร ๆ ได้ยินเสียงไอ ก็จะบอกว่าให้ไปหาหมอ แกมักจะบอกว่า "ไปยะหยัง เสียสตังค์ เก็บตังค์หื้ออ้ายมนตรีเฮีอนหนังสือดีกว่า" (ไปทำไมเดียวเสียค่ารักษาอีก เอาเงินเก็บไว้ให้มนตรีเรียนหนังสือดีกว่า)

แกตอบไปแบบนั้นแหล่ะ เพื่อไม่ให้ลูกสาวเป็นห่วง อีกทั้งไม่อยากให้คนอื่นรู้สึกรำคาญ และขี้เกียจฟังคำบ่น ซึ่งลึก ๆ แล้วแกกลัวตายเสียยิ่งกว่าอะไร แต่แกรู้ตัวดีด้วยสภาพร่างกายที่ส่งสัญญาณเตือนว่าเหลือเวลาอีกไม่นานแล้ว จึงเฝ้ารอให้ถึงนาทีที่สมควรต่อจากนี้ไป...



"กฤดาการ"

ความคิดเห็น

  1. ความรัก ความผูกพันธ์ของคนในครอบครัว เหนือยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เสียงก้องกังวาน ในห้วงฤทัย

เส้นทางสายผ้าเหลือง

"ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง"