"ข้าวซอยน้ำเงี้ยว"

ปรี๊น...ปรี้น...ปรี้น บรืน...บรืน...บรืน แตร้น...แตร้น...แตร้น... วี้หว่อ...วี้หว่อ...วี้หว่อ..

"สะพานใหม่ หลักสี่ วัดเสมียนนารี ดอนเมือง ไหมพี่ ปทุม ลำลูกกา รังสิต คลองหลวง คลอง 2 คลอง 3 คลอง 4 คลอง 5 คลอง 6 ก็ไปนะพี่"

"สาวรีย์ ราชวิถี ดินแดง...ไหมจ๊ะพี่"
"บางใหญ่ บางพูน บางคูวัด ปากเกร็ด ไหมครับพี่"

"ตะโก้จ้าตะโก้ หนมเข่ง หนมตาล ขนมชั้น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุนจ้า"

"พวงมาลัยจ้า...พวงมาลัย พวงละ 5 บาทจ้า"

"มะม่วงจ้า มะม่วง มะม่วงเปรี้ยว มะม่วงมันก็มีจ้า โลละ 15 บาท 3 โล 40 บาทจ้า"

เสียงหลากหลายสำเนียงจากผู้คน ในช่วงเช้าของถนนสายหลักในวันหนึ่ง ทั้งเสียงของผู้หญิง ผู้ชาย เจื้อยแจ้วปะปนกัน ประกอบอีกทั้งเสียงแตรรถ เสียงคนขับรถโดยสารประจำทางเรียกลูกค้า เสียงพ่อค้าแม่ค้าขายขนม ขายพวงมาลัย ขายผลไม้ ที่ไม่รู้ว่าเสียงใครเป็นเสียงใคร ชนิดที่ว่าหากไม่ตั้งใจฟังให้ดีก็จะไม่รู้เรื่อง

บ่งบอกถึงความวุ่นวาย สับสน โกลาหล อย่างกึกก้องกัมปนาทราวฟ้าจะแตกบนท้องถนน ที่ไม่รู้ว่ามวลมนุษย์มาจากที่ไหนกันมากมาย ที่ดูดูก็อย่างกับฝูงมด ทั้งทั้งทางทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ต่างมาแออัด ยัดเยียด เบียดเสียด แย่งอากาศหายใจกันที่ในกรุงเทพมหานคร

ทุก ๆ เช้าของทุก ๆ วัน บรรยากาศบนท้องถนนในเมืองกรุงจะเป็นแบบนี้ ซึ่งฝูงชนไม่ว่าจะอาชีพใดทั้งข้าราชการ พนักงานบริษัท ผู้ใช้แรงงาน นักเรียน นักศึกษา และคนอื่น ๆ ทั่วไป ที่ต่างก็รีบเร่งสัญจรออกเดินทางจากบ้าน

บางคนตื่นตั้งแต่ตีสี่ตีห้า อาบน้ำ แต่งตัว คนไหนไม่สนใจรูปลักษณ์ภายนอกก็แค่สวมเสื้อ กางเกง รองเท้า ก็สามารถออกบ้านไปทำมาหากินได้แล้ว

ส่วนสุภาพบุรุษ สุภาพสตรีที่กระมิดกระเมียดในเรื่องการแต่งตัวก็จะช้าหน่อย ตั้งแต่ศีรษะที่ต้องหวีผม จัดทรงแต่งผมให้ดูดี ตรงไหนมีผมขาวแซมขึ้นมาก็จัดการกระชากออกห้ามให้มีปะปน

ในส่วนของใบหน้าก็โกนหนวด โกนเคราออกแล้วทาครีมไม่ว่าจะบำรุงผิวหรือกันแดดทั้งใบหน้าและทั่วตัว จากนั้นก็เขียนคิ้ว ซึ่งบรรดาเหล่านารีเห็นพ้องต้องกันว่าคือส่วนสำคัญที่สุดถ้าอยากให้ดูดี ต้องปราณีต ให้โค้งเป็นสะพานพระรามไหนก็ได้ หากเลอะ หากเบี้ยว เมื่อไหร่มันก็ไม่ต่างจากถนนลูกรังที่ถูกรถบรรทุกบด พอเสร็จก็ผัดแป้ง ทาปากชอบสีไหนก็ทาสีนั้น

เสื้อแขนยาว แขนสั้น กางเกง กระโปรงที่ต้องรีดให้เรียบ ติดกระดุมให้เรียบร้อย หากเป็นชนชาตรีก็จะมีเนกไทประดับด้วย จากนั้นก็จัดการช่วงล่าง ถุงเท้า รองเท้าที่ต้องขัดให้เงางามจนสะท้อนให้เห็นใบหน้าอันหล่อเหลาอันสวยงามของผู้ที่สวมใส่ได้ จึงจะออกจากบ้านได้

โดยจะเดินทางทั้งรถจักรยานยนต์ รถยนต์ส่วนตัว รถโดยสารประจำทางหรือพูดให้เป็นภาษาฝรั่งให้โก้หน่อยก็คือ "รถเมล์" เพื่อจะไปโรงเรียน หรือทำงานกันตามหมายเวลาที่กำหนด

ซึ่งวิถีชีวิตเหล่านั้นเรียกว่า "สังคมเมือง" ที่มีความแตกต่างจาก "สังคมชนบท" เสมือนกับเป็นเส้นขนานที่ไม่มีทางบรรจบกันได้อย่างสิ้นเชิง

ทั้ง ๆ ที่เวลาก็เท่ากัน แต่ละวันมี 24 ชั่วโมงเหมือนกัน เคารพธงชาติก็ในเวลา 8.00 นาฬิกาเหมือนกัน ทำหน้าที่กันอย่างไม่ต้องเร่งรีบ ซึ่งมีไก่ส่งเสียงขับขานป่าวประกาศในยามรุ่งอรุณที่ปลุกเร้าให้ชาวบ้านตื่นจากการท่องเที่ยวความฝันในคืนที่ผ่านมา ที่พร้อมจะออกหุงหาอาหารโดยที่ไม่มีการแก่งแย่งชิงเวลากับใคร อีกอย่างสิ่งที่สังคมเมืองต้องอิจฉาก็คืออากาศดี ๆ ออกซิเจนที่บริสุทธิ์จากต้นไม้ใบหญ้าที่คลายออกมาให้สูดดมอย่างสดชื่น ซึ่งมีเฉพาะแต่ในบ้านนอกต่างจังหวัดเท่านั้น

ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่มีความทันสมัยทางเทคโนโลยีกระจายพื้นที่เข้ามาสู่ชนบท ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า ที่เข้ามาสักระยะหนึ่งแล้ว หรือถนนหนทาง ที่มีการลาดยางแทนพื้นที่ถนนลูกรัง ทำให้สามารถสัญจรกันได้สะดวกยิ่งขึ้น หรือจะเป็นพวกเครื่องใช้ไม้สอยที่วิถีเดิม ๆ จากเดิมทำจากไม้ไผ่หรือดินเผา เช่น พวกตะกร้า โอ่งน้ำ กระบวย แม้กระทั้งถ้วยชาม แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนแปลงมาเป็นของที่เรียกว่า "พลาสติก" เข้ามาในชุมชน และอีกสิ่งที่เข้ามาพลิกชีวิตของผู้คนในสังคมชนบทมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นสิ่งที่เรียกว่า "โทรศัพท์" พอผู้คนในหมู่บ้านทราบข่าวนี้ จึงตื่นเต้นกันเป็นอย่างมาก เจอกันที่ไหนก็สนทนากันแต่เรื่องนี้ เพราะเป็นการติดต่อสื่อสารรูปแบบใหม่เข้ามาแทนที่การเขียนจดหมายที่ทั้งสะดวก เร็ว และทันสมัยกว่าเดิม

มีทั้งแบบตู้ที่เรียกว่า "ตู้โทรศัพท์สาธารณะ" ซึ่งเป็นของส่วนกลางที่ได้รับงบประมาณมาจากส่วนท้องถิ่น สามารถใช้โทรออกโดยการหยอดเหรียญ มีที่หน้าหอประชุมหมู่บ้านที่เดียว และอีกแบบหนึ่งที่ติดตั้งที่บ้านเรียกว่า"โทรศัพท์บ้าน"

ผู้ใหญ่บ้านประกาศให้ชาวบ้านทราบว่าบ้านใครสนใจอยากมีโทรศัพท์ ก็ให้ไปแจ้งชื่อแล้วจะมีเจ้าหน้าที่มาดำเนินการให้ แต่จะเสียค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งที่ค่อนข้างแพง ซึ่งในชุมชนมีเพียงบ้านพ่อหลวงถากับบ้านลุงเทาเท่านั้นที่แจ้งความประสงค์ไป ซึ่งใช้เวลาในการรอคอยไม่นานนัก "โทรศัพท์" ก็เข้ามาติดตั้งทั้ง 3 จุดจนเสร็จสมบูรณ์

เพราะเหตุนี้พี่แสงเดือนจึงเขียนจดหมายไปบอกเล่าให้เพ็ญที่กรุงเทพอ่าน ให้รู้ถึงความเคลื่อนไหวของหมู่บ้านว่า "เดี๋ยวนี้มีโทรศัพท์เข้ามาแล้ว ต่อไปไม่ต้องเขียนจดหมายหากันอีก ให้โทรคุยกันเอา" โดยที่ไม่ลืมเขียนหมายเลขโทรศัพท์ของบ้านพ่อหลวงถาและบ้านลุงเทาให้เพ็ญทราบ

"โป๊ก โป๊ก โป๊ก" เสียงผ่าไม้ของพี่แสงเดือนที่เตรียมก่อไฟนึ่งข้าวและทำอาหารในยามเช้า ซึ่งสภาพของพี่แสงเดือนในตอนนี้ หลังจากประสบอุบัติเหตุแขนหัก ป่านนี้ดีขึ้นมากแล้ว สามารถทำงานหนัก ๆ ช่วยอุ้ยมีได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นงานบ้านที่ปัดกวาดเช็ดถูให้สะอาด แล้วเธอยังแบ่งเวลามาทำแปลงผักสวนครัวโดยปลูกผักที่เธอและอุ้ยมีและมนตรีชอบกินทั้ง ผักกาด ผักปรัง มะเขือยาว มะเขือเปาะ บวบ แตงกวาไว้ อย่างน้อยก็ประหยัดค่าใช้จ่ายได้อีกหลายบาท นอกจากนี้เธอยังเลี้ยงไก่ไว้อีกฝูงหนึ่งไว้โดยทำเล้าเฉพาะ แยกออกจากสวนผัก มีทั้งไก่เมืองและไก่พันธุ์ไข่ รวมไปถึงงานรับจ้างทั่วไปที่ได้ตัง

"เดือน เดือน เดือนเฮ้ย อยู่บ้านก่อ" เสียงป้าเสาร์เมียผู้ใหญ่ถาตะโกนยืนเรียกหน้าบ้าน

"มีอะหยังเจ้าป้า" แสงเดือนตอบรับด้วยวาจาที่อ่อนหวาน

"เพ็ญ โทรมา มันขอหื้อป้ามาฮ้องน้องกับอุ้ยมี มันอยากอู้ตวย แหมสักกำหื้อน้องไปรอที่บ้านป้าเด้อ"

"เจ้าป้า"

พอสิ้นเสียงป้าเสาร์แสงเดือนรีบทิ้งฟืนที่กำลังจะจุดไฟก่อข้าวทันที และเรียกอุ้ยมี รวมทั้งปลุกมนตรีให้ตื่นนอน ไปบ้านพ่อหลวงถาเพื่อไปรับโทรศัพท์จากเพ็ญในเช้าตรู่

"กริ๊ง ๆ ๆ" "ฮาโหล" เสียงป้าเสาร์รับสาย จากนั้นก็ยื่นให้อุ้ยมีคุยโทรศัพท์ต่อเมื่อเสียงจากปลายทางนั้นเป็นเสียงของเพ็ญ

"แม่สบายดีก่อเจ้า ตี่บ้านเฮาเป็นใดพ่องเริ่มจะฮ้อนพ่องละ" เพ็ญพูดมาว่า แม่สบายดีไหม ที่บ้านเราเป็นอย่างไรบ้าง เริ่มจะร้อนแล้วใช่ไหม

"แม่ ปี้แสงเดือน อ้ายตรีสบายดี ตี่บ้านเฮาก็ดีขึ้น น้ำต่านัก เขาก็ยะนายะสวนกั๋นไป ป่อหลวงเปิ่นแป๋งถนนใหม่ แล้วก็มีโทรศัพท์ตึงตี่หน้าหอประชุมแล้วก็ตี่บ้านป่อหลวง บ้านลุงเทา" อุ้ยมีตอบเพ็ญไปว่า ทุกคนสบายดี ที่บ้านเราดีขึ้น ชาวบ้านทำนาทำสวนกันไปเพราะปีนี้มีน้ำมากผู้ใหญ่บ้านทำถนนหมู่บ้านใหม่ และก็มีโทรศัพท์สาธารณะที่หอประชุมแล้วก็ที่บ้านผู้ใหญ่บ้านกับบ้านลุงเทา

"อยู่ตางปู้นเป๋นใดพ่อง ยะก๋านอิดก่อ" อยู่กรุงเทพฯ เป็นอย่างไรบ้าง ทำงานเหนื่อยไหม ผู้เป็นแม่วัยสูงอายุถาม

"อิดอยู่แม่ แต่เฮียกับเจ๊เปิ่นใจ๋ดี ยะก๋านม่วนอยู่ " เหนื่อยอยู่แม่แต่เฮียกับเจ๊เขาใจดีก็เลยทำงานสนุก จากนั้นเพ็ญก็เปลี่ยนคุยสารทุกข์สุกดิบสลับกับแสงเดือนบ้าง กับมนตรีซึ่งยังอาย ๆ กับการพูด ได้แต่อ่อมแอ่ม อ่อมแอ่ม ตามประสาเด็กร่วม ๆ 10 นาที

ก่อนจะวางสาย เพ็ญได้บอกกับทุกคนว่าสงกรานต์นี้จะไม่ได้กลับบ้านแล้ว จากทีแรกเจ๊กับเฮียจะไปต่างจังหวัดตามที่เคยบอกในจดหมายฉบับก่อน ๆ แต่เนื่องจากว่าเขาขายของได้ดี หากหยุดในช่วงนี้อาจจะเสียลูกค้า เพราะยังมีกลุ่มคนทำงานโรงงานที่ไม่ได้กลับบ้านและคนทั่วไปมาซื้อของตลอด จึงขอให้เพ็ญอยู่ช่วยงาน โดยจะให้พิเศษเพิ่มขึ้นอีกวันละ 50 บาท ซึ่งคิดว่าเพ็ญไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่เพ็ญบอกว่าจะต้องแจ้งให้ทางบ้านทราบก่อนเพื่อที่จะไม่ให้เป็นห่วง...

เพ็ญจะส่งเงินพิเศษอีกจำนวนหนึ่งเพื่อเป็นทุนสำหรับให้พี่แสงเดือนเปิดร้านข้าวซอยน้ำเงี้ยวตามที่เคยคุยกันตั้งแต่ก่อนเพ็ญจะจากบ้านมา ในช่วงใกล้ ๆ เทศกาลปีใหม่ไทยเพราะว่าแขนของพี่แสงเดือนดีขึ้นแล้วอีกทั้งต้องการแบ่งเบาภาระการทำงานหาเงินของเพ็ญด้วย

ซึ่งจริง ๆ แล้วอาหารภาคเหนือมีมากมาย ไม่แพ้ภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนใช้วัตถุดิบพื้นบ้านที่ดี มีประโยชน์ทำให้มีพลังงานบางชนิดยังเป็นยาบำรุงร่างกาย เพราะมีพวกสมุนไพรเป็นเครื่องชูรส แถมยังอร่อยทุกอย่างอีกด้วย ยกตัวอย่างดังที่ปรากฏอยู่ในเพลงของจรัล มโนเพชร...


" ของกิ๋นบ้านเฮา. เลือกเอาเต๊อะนาย. เป๋นของพื้นเมือง. เป๋นเรื่อง สบาย. ล้วน ซะป๊ะ มากมี ฟังฮื้อดีเน้อ. ฟั่งใค้อยากจนเผลอ มาบลืนน้ำลาย แก๋งแคจิ้นงัว ใส้อั่วจิ้นหมู แก๋งหน่อไม้ซาง คั่วบ่าถั่วปู น้ำพริกแมงดา กับน้ำพริกอ่อง. คั่วผักกุ่มดอง หนังปองน้ำปู๋ แก๋งผักเซี้ยงดา ใส่ป๋าแห้งตวย เน้อเจ๊า
แก๋งบอนแก๋งตูน กับแก๋งหยวกกล้วย ต๋ำบ่าหนุนยำเตา ซ้าบ่าเขือผ่อย แก๋งเห็ด แก๋งหอย ก้อยป๋าดุ๊กอุย แก๋งบ่าค้อนก้อม แก๋งอ่อมเครื่องใน แก๋งผักเฮือดลอ อ๋อยำหน่อไม้ น้ำเมี้ยงน้ำตับ กับแก๋งฮังเล น้ำพริกอีเก๋ เฮ้ยำจิ้นไก่ ลาบงัวตั๋วลาย ลาบควายตั๋วดำ ลาบไก่ยกมา ลาบป๋าสร้อย ก็ลำกา กิ๋นอะหยังระวังพ่อง หลุต๊องจะว่าบ่าบอก ส่วนบ้านผม กิ๊กก๊อก ยอกแก๋งโฮะ ตึงวัน
ของกิ๋นบ้านเฮา. เลือกเอาเต๊อะนาย. เป๋นของพื้นเมือง. เป๋นเรื่อง สบาย. ล้วน ซะป๊ะ มากมี ฟังฮื้อดีเน้อ. ฟั่งใค้ อยากจนเผลอ มาบลืนน้ำลาย"

3 สัปดาห์ต่อมาหลังจากที่เพ็ญส่งเงินให้จำนวนหนึ่ง ซึ่งมากกว่าเดิมหลายบาท แสงเดือนจึงทำการเปิดร้านข้าวซอยน้ำเงี้ยวขึ้นมา โดยจ้างสล่า(ช่าง)ในหมู่บ้านทำร้านเล็ก ๆ ในพื้นที่ของบ้าน จากไม้ไผ่ หลังคามุ่งด้วยหญ้าคา มีโต๊ะนั่งสามโต๊ะ เก้าอี้โต๊ะละ 4 ตัว บรรยากาศเย็นสบาย ซึ่งสาเหตุที่เลือกขายข้าวซอยน้ำเงี้ยวเพราะเป็นอาหารประเภทจานเดียว ถ้วยเดียว แม้ว่าจะมีวิธีการทำที่ค่อนข้างละเอียด แต่ก็รับประทานง่าย และนิยมรับประทานในช่วงกลางวัน หากทำอร่อย จะมีคนติดอกติดใจมากเลยทีเดียว โดยนำเงินอีกส่วนลงทุนซื้อวัตถุดิบต่าง ๆ ซึ่งมีวิธีการทำเป็นสูตรของอุ้ยมีดังนี้...

"เครื่องปรุง พริกแห้งหอมขาว(กระเทียม),หอมแดง, ตะไคร้ซอย,ข่าหั่น,ขมิ้นอ้อยหั่น,เกลือ,ถั่วเน่าแผ่นย่าง,รากผักชี นำมาโขลกรวมกันให้เป็นพริกแกง"

แสงเดือนจะให้ผู้เป็นแม่ตำรอในช่วงที่เธอปั่นจักรยานไปตลาดไปซื้อ เนื้อหมู กระดูกหมู ทั้งกระดูกอ่อนและกระดูกส่วนหลัง หนังหมูติดมัน เลือดไก่ เส้นใหญ่ เส้นขนมจีน

ประเดิมขายวันแรกอย่างละ 1 กิโลกรัม จากนั้นซื้อผักต่าง ๆ เช่น มะเขือเทศ ผักกาดดอง ต้นหอม ผักชี ถั่วงอก ส่วนดอกงิ้วไม่ต้องซื้อเพราะเพิ่งเก็บมาเมื่อช่วงฤดูหนาว พอถึงบ้านเธอก็จะก่อไฟด้วยฟืนแล้วก็นำหนังหมูหั่นมาเจียวให้เป็นน้ำมัน จนเหลือเป็นกาก เมื่อได้น้ำมันแล้วก็ตักออก เหลือไว้ผัดในกระทะนิดหน่อย นำหมูสับมาผัดพร้อมทั้งใส่กระเทียมลงไปเจียวด้วย พอกระเทียมสุกก็ตักออกพักไว้ พอให้เหลือติดกระทะนิดหน่อย จากนั้นนำเครื่องแกงมาผัดคลุกจนหอม ต่อไปก็ใส่น้ำลงในหม้อดินประมาณ 3 ใน 4 ตั้งบนเตาจนน้ำเดือดใส่รากผักชีที่มัดไว้ 1 กำ ใส่กระดูกหมูสับอ่อนและกระดูกส่วนหลัง ใส่ดอกงิ้วที่แช่น้ำไว้ และพริกแกงลงไป ต้มต่อไปเรื่อย ๆ สัก 2 ชั่วโมง จากนั้นก็ใส่มะเขือเทศและเลือดไก่ลงไปเป็นลำดับท้ายสุด และต้มไปอีกจนกว่าจะถึง 11 โมง กะให้ถึงเวลาผู้คนจะเข้าร้าน จนกลิ่นของน้ำเงี้ยวหอมคละคลุ้งไปทั่วบริเวณชนิดที่ว่าใครผ่านแถวนั้นก็เป็นต้องถามต้องแวะ...


เมื่อลูกค้ามาถึง ก็จัดการจัดใส่ถ้วย โดยหยิบเส้นพอประมาณครึ่งถ้วย ตักน้ำเงี้ยวใส่ โรยด้วยกระเทียมเจียว กากหมู ต้นหอมผักชี ผักกาดดองและถั่วงอก เป็นอันเสร็จ หากชอบรสจัดก็เพิ่มพริกแห้งคั่ว มะนาว น้ำตาล น้ำปลาก็ได้ ขายถ้วยละ 10 บาท จะกินคู่กับแคบหมูถุงละ 2 บาท หรือหนังปองถุงละ 1 บาทก็ได้ยิ่งเพิ่มความอร่อย...

มีชาวบ้านมากมายที่มาอุดหนุนในวันนี้ รวมแล้วขายวันแรกได้ 250 บาท หักรายจ่ายซื้อของ 120 บาท กำไร 130 บาท ถือว่าประเดิมชัยได้อย่างสวยสดงดงามเลยทีเดียว..

อุ้ยมีว่า "หากเราขายทุก ๆ วันแบบนี้เราจะมีเงินมาก พร้อมทั้งบอกกับแสงเดือนว่าให้ขยัน ๆ ตื่นแต่เช้า ไปตลาด แม่จะตื่นนึ่งข้าวและดูแลมนตรีให้เอง"

แสงเดือนได้ยินคำจากแม่บอกก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งและแอบคิดในใจตามที่คุยไว้กับน้องสาวว่า " เพ็ญเอ๋ย เฮาใกล้จะได้อยู่บ้านปูนแล้วเฮ้ย"



"กฤดาการ"


ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เสียงก้องกังวาน ในห้วงฤทัย

เส้นทางสายผ้าเหลือง

"ปาฏิหาริย์ไม่มีจริง"